“ความยุติธรรมไม่ควรหมายถึงการลงโทษจากเหตุความยากจนหรือจากการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด… หากเรามุ่งมั่นต่อความเท่าเทียมทางเพศอย่างแท้จริง กระบวนการยุติธรรมจะต้องไม่ลงโทษผู้หญิงเพียงเพราะพวกเธอต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอดจากความยากจน หรือเพียงเพราะพวกเธอเป็นผู้หญิง”


คำกล่าวโดย Mary Robinson อดีตประธานาธิบดีไอร์แลนด์ ในปาฐกถาพิเศษ ระหว่างการประชุมคู่ขนาน หัวข้อ “การทบทวนกฎหมายและแนวปฏิบัติที่นำไปสู่การเอาผิดทางอาญาต่อผู้หญิงจากความยากจนและสถานะทางสังคม” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 ในระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยสถานภาพสตรี สมัยที่ 70 (CSW70) ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

กิจกรรมคู่ขนานดังกล่าวยังคงมุ่งเน้นประเด็นผู้หญิงกับการถูกดำเนินคดีทางอาญาและการคุมขังอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่สอง ซึ่งจัดขึ้นโดย สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับ Penal Reform International (PRI), Women Beyond Walls, Pathfinders for Peaceful, Just and Inclusive Societies, คณะผู้แทนถาวรไทย โคลอมเบีย ลิกเตนสไตน์ และโรมาเนีย ประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก, UN Women, UNDP, UNODC, OHCHR, PBPSO, ILANUD, องค์กร Cyrus R. Vance Center for International Justice และ International Network of Formerly Incarcerated Women (INFIW)

ในช่วงการกล่าวเปิดการประชุม นายเชิดชาย ใช้ไววิทย์ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ได้เน้นย้ำถึงบทบาทของ “ข้อกำหนดกรุงเทพ” ซึ่งได้รับการริเริ่มโดยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี ในการยกระดับคุณภาพชีวิตและสิทธิของผู้หญิงในสถานคุมขังทั่วโลก พร้อมทั้งกล่าวถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องของประเทศไทยในการขับเคลื่อนการนำข้อกำหนดกรุงเทพไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านโครงการ Bangkok Rules Accelerator ซึ่งเป็นโครงการระดับโลกและจัดตั้งโดย UNODC และ TIJ นอกจากนี้ นายเชิดชายยังได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิของผู้หญิงในทุกบริบท ในฐานะสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (HRC) วาระปี ค.ศ. 2025 – 2027

ด้าน ชลธิช ชื่นอุระ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมข้อกำหนดกรุงเทพและการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด TIJ ซึ่งร่วมเป็นหนึ่งในผู้ร่วมเสวนา ได้สะท้อนว่า ประเด็นผู้หญิงในสถานคุมขังยังคงถูกจำกัดอยู่ภายใต้กรอบของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาและการปฏิรูปเรือนจำเป็นหลัก โดยยังไม่ได้รับการบูรณาการเข้าสู่วาระความเท่าเทียมทางเพศอย่างเพียงพอ การแยกส่วนดังกล่าวส่งผลให้ความพยายามในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่นำไปสู่การดำเนินคดีอาญาต่อผู้หญิงยังคงมีข้อจำกัด การบรรจุประเด็นผู้หญิงในสถานคุมขังไว้ในข้อสรุปของการประชุม CSW70 จึงนับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะนำไปสู่การดำเนินงานอย่างบูรณาการและเชื่อมโยงกันมากยิ่งขึ้นระหว่างเวทีสำคัญของสหประชาชาติ โดยเฉพาะคณะกรรมาธิการว่าด้วยสถานภาพสตรี และคณะกรรมาธิการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา

นอกจากนี้ ในช่วงการเสวนา ที่ประชุมได้เน้นย้ำถึงเส้นทางสู่เรือนจำของผู้ต้องขังหญิง ซึ่งมักเชื่อมโยงกับความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ความเปราะบาง และความคาดหวังทางเพศที่ถูกกำหนดโดยสังคม ตลอดจนผลกระทบที่ไม่สมส่วนที่ผู้หญิงต้องเผชิญเมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยมีผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมเป็นวิทยากร ได้แก่ Dawn Harrington ผู้อำนวยการ Free Hearts และผู้อำนวยการโครงการพิเศษ National Council for Incarcerated and Formerly Incarcerated Women and Girls และ Xiaohong Li ผู้แทนสำนักงาน UNODC ณ นครนิวยอร์ก โดยมี Olivia Rope ผู้อำนวยการองค์กร PRI เป็นผู้ดำเนินรายการ

ในช่วงท้ายของการประชุม Sabrina Mahtani ผู้ก่อตั้งองค์กร Women Beyond Walls ได้เสนอแนวทางสำคัญเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง ได้แก่ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของผู้หญิงที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการคุมขัง การเสริมสร้างระบบการจัดเก็บและการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับผู้หญิงในเรือนจำที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน การยกระดับความสำคัญของประเด็นผู้หญิงในสถานคุมขังในวาระนโยบาย ตลอดจนการเพิ่มการลงทุนและงบประมาณเพื่อยกระดับสภาพความเป็นอยู่ของผู้หญิงในสถานคุมขังทั่วโลก และสนับสนุนมาตรการที่มิใช่การคุมขังและแนวทางในชุมชน รวมถึงการลดการตีตราทางสังคม