“การสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่ประสบความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ จะต้องคำนึงถึงประสบการณ์ของผู้หญิงทุกคนที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเข้ามาในฐานะผู้เสียหาย พยาน ผู้ถูกกล่าวหา หรือผู้กระทำผิดก็ตาม”
นางสาวชลธิช ชื่นอุระ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมข้อกำหนดกรุงเทพและการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด กล่าวในช่วงบริบทนำของการประชุมคู่ขนาน หัวข้อ “ความยุติธรรมเพื่อสตรี: การจัดการกับความท้าทายและการปฏิรูประบบยุติธรรมให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับผู้ประสบความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ” ซึ่งจัดโดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับสถาบันนิติวัชร์ สำนักงานอัยการสูงสุด สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และมูลนิธิเพื่อความยุติธรรมทางเพศ (SHero Thailand) เมื่อวันศุกร์ที่ 13 มีนาคม 2569 ระหว่างการประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยสถานภาพสตรี สมัยที่ 70 (CSW70) ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
“การสร้างระบบยุติธรรมที่ยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง ต้องไม่จำกัดอยู่เพียงผู้หญิงที่เป็นเหยื่อหรือผู้เสียหายเท่านั้น แต่ต้องครอบคลุมถึงผู้หญิงที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมในฐานะผู้กระทำผิดด้วย เพราะในหลายช่วงของชีวิต ผู้หญิงเหล่านี้จำนวนไม่น้อยเคยเป็นผู้ถูกกระทำความรุนแรงมาก่อนเช่นกัน”
การประชุมดังกล่าวได้รับเกียรติจากนายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าร่วมพร้อมด้วยนางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว โดยกล่าวเปิดกิจกรรมเน้นย้ำถึงความท้าทายที่กระบวนการยุติธรรมทั่วโลกเผชิญ โดยเฉพาะการตีตรา อคติทางเพศ และกระบวนการที่ซ้ำเติมบาดแผลในใจของผู้หญิงที่ประสบความรุนแรง
Justice Maria Filomane D. Sigh ผู้พิพากษาศาลฎีกา ประเทศฟิลิปปินส์ หนึ่งในวิทยากรร่วมเสวนา สะท้อนปัญหาในทางปฏิบัติ ซึ่งรวมถึงความล่าช้าของคดี การเข้าไม่ถึงข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิและความช่วยเหลือต่างๆ พร้อมกล่าวถึงแนวปฏิบัติที่ดี อาทิ การพัฒนาคู่มือการทำงานของศาลที่เน้นความละเอียดอ่อนต่อผู้เสียหาย และการจัดตั้ง Justice Zone เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
ในโอกาสนี้ นางสาวชลธิช ชี้ให้เห็นว่า เส้นทางสู่เรือนจำของผู้ต้องขังหญิงมักมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับประวัติการตกเป็นเหยื่อของความรุนแรงทางร่างกายและจิตใจ และบาดแผลทางจิตใจในอดีต นอกจากนี้ ผู้หญิงจำนวนมากยังเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ดังนั้น การคำนึงถึงสถานการณ์ที่ผู้หญิงเผชิญ ตลอดจนขยายการใช้มาตรการทางเลือกแทนการจำคุกและแนวทางที่ยึดชุมชนเป็นฐาน พร้อมทั้งจัดให้มีบริการช่วยเหลือทางกฎหมายที่เข้าถึงได้และมีประสิทธิภาพ จึงเป็นหนึ่งในมิติสำคัญตามแนวทางของข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง (ข้อกำหนดกรุงเทพ) อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) รวมทั้งสอดคล้องกับข้อสรุปของการประชุม CSW70
ในช่วงการเสวนา ที่ประชุมได้แลกเปลี่ยนมุมมองอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับความท้าทายและแนวปฏิบัติที่ดีของกระบวนการยุติธรรมทางอาญาของในแต่ละประเทศ เพื่อการคุ้มครองผู้เสียหายหญิงในคดีความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ โดยมีผู้เชี่ยวชาญที่ร่วมเป็นวิทยากร ได้แก่ ดร. Sujata Warrier ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ โครงการ Battered Women’s Justice สหรัฐอเมริกา และบุษยาภา ศรีสมพงษ์ ผู้ก่อตั้ง SHero Thailand โดยมีนางสันทนี ดิษยบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานยุทธศาสตร์กระบวนการยุติธรรม สถาบันนิติวัชร์ เป็นผู้ดำเนินรายการ
การอภิปรายชี้ให้เห็นว่า แม้ในช่วงที่ผ่านมาจะมีความก้าวหน้าอย่างมากทั้งในด้านการปฏิรูปกฎหมายและการสนับสนุนเชิงนโยบาย แต่ยังคงมีช่องว่างสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับผู้ที่ประสบความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ชั้นสอบสวน การพิจารณาคดี ไปจนถึงการตัดสินลงโทษที่เป็นธรรม เข้าถึงได้ และตระหนักถึงบาดแผลทางจิตใจ พร้อมทั้งป้องกันไม่ให้ผู้เสียหายต้องตกเป็นเหยื่อซ้ำหรือเผชิญกับการผลิตซ้ำความรุนแรงจากกระบวนการยุติธรรม