ยอมรับนโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้มีการใช้คุกกี้ (cookie) เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานและเพิ่มความพึงพอใจต่อการได้รับการเสนอข้อมูลและเนื้อหาต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านได้อนุญาตให้เราใช้คุกกี้ตามนโยบายคุกกี้ของเรา

รายละเอียดเพิ่มเติม
ทุกวันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายนั้นคือ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ทำให้ต้องเร่งพัฒนา “ระบบ” ที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์จากการมีกติกาที่มีคุณภาพ มีธรรมาภิบาล และบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เกิดการเอื้อต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม
 
 
ระบบนั้น คือ การมีหลักนิติธรรม
 
 
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยอยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) ซึ่งเป็นหน้าต่างแห่งโอกาสที่จะยกระดับประเทศไทยให้ก้าวทันมาตรฐานระดับโลก อย่างไรก็ดีการจะดำเนินการดังกล่าวให้ลุล่วงนั้นไม่อาจสำเร็จได้ หากขาด whole-of-society approach เพื่อทำความเข้าใจ ปรับเปลี่ยน และร่วมมือกันพัฒนาภายใต้ระเบียบที่ได้รับการยอมรับในเวทีสากล
 
 
และนั่นคือจุดเริ่มต้นสู่การเปิดหลักสูตร Thailand Rule of Law Leadership Programme 2026: Driving Competitiveness and OECD Readiness หรือหลักสูตร T>RoL ซึ่งประเดิมการอบรม เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ที่สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และวิชาการ ร่วมหลักสูตรทั้งสิ้น 77 คน
 
 
“การเข้าเป็น OECD ไม่ใช่เพียงเพื่อเข้าเป็นสมาชิก แต่เพื่อเป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงประเทศ แม้จะเป็นเรื่องยาก เป้าหมายนี้ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่ต่อเนื่อง” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และประธานหลักสูตร T>RoL กล่าวในพิธีเปิด
 
 
ทั้งยังย้ำด้วยว่า การเข้าเป็นสมาชิก OECD เป็นโอกาสสุดท้ายที่จะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ เพราะอย่างน้อยประเทศไทยจะมีแนวปฏิบัติที่เรียนรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้มีการแบ่งปันองค์ความรู้เหมือนได้ ISO น่าเชื่อถือ และทำให้คนอยากมาลงทุนและบรรลุเป้าหมายการพัฒนาประเทศให้แข่งขันได้ในระดับโลกต่อไป
 
 
 
ด้าน ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กล่าวในพิธีเปิดการอบรมหลักสูตร ว่า หลักสูตรนี้ไม่ได้มุ่งสร้าง "ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักนิติธรรม" แต่เป็นการสร้าง "ผู้นำ" ที่สามารถนำหลักนิติธรรมไปเชื่อมโยงกับภารกิจการปฏิรูปประเทศด้วยบทบาทของแต่ละคน และ TIJ หวังว่าหลักสูตรนี้จะเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้และเติมเต็มพลัง ในการร่วมกันค้นหาและออกแบบคำตอบใหม่ที่จะช่วยยกระดับประเทศไปด้วยกัน
 
 
ในโอกาสแรกของการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นี้ ยังได้รับเกียรติจาก จาก Dr. Alejandro Ponce ผู้อำนวยการ The World Justice Project และ Niamh Collier-Smith จากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) ประเทศไทย ร่วมกล่าวเปิด และ Maaike de Langen ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงานอำนวยการด้านธรรมาภิบาลภาครัฐ จาก OECD ร่วมปาฐกถาพิเศษ

 

OECD หนุนยกระดับโครงสร้างไทยสู่มาตรฐานสากล โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

 
 
“กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่แค่เรื่องทางเทคนิค แต่เป็นโอกาสในการค้นหาแนวทางเพื่อเข้าใกล้มาตรฐาน OECD และส่งมอบผลลัพธ์ที่ดีกว่าให้กับประชาชน”
 
 
Maaike de Langen ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงานอำนวยการด้านธรรมาภิบาลภาครัฐ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) กล่าวว่า กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศไทยในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในเชิงบวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับเปลี่ยนมุมมองในระบบยุติธรรม จากเดิมที่มักจะถูกมองและออกแบบผ่านโครงสร้างของสถาบันหรือหน่วยงานรัฐ เช่น ศาล สถานีตำรวจ หรือสำนักงานอัยการ ให้หันมามุ่งเน้นการตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของประชาชนและภาคธุรกิจเป็นหลัก
 
 
พร้อมให้ตัวอย่างว่า ในชีวิตประจำวัน ประชาชนไม่ได้สัมผัสระบบยุติธรรมผ่านตัวบทกฎหมายที่ซับซ้อน แต่พวกเขาสัมผัสผ่านปัญหาในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นข้อพิพาทเรื่องที่ดินทำกิน ภาระหนี้สิน ข้อพิพาททางแรงงาน หรือปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ระบบยุติธรรมที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลจึงต้องเริ่มต้นจากปัญหาเหล่านี้ เพื่อออกแบบบริการที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย มีราคาที่เหมาะสม ได้ผลลัพธ์ที่ทันเวลา และสามารถระงับข้อพิพาทได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่จะลุกลามใหญ่โต
 
 
“การปฏิรูปประเทศและการเตรียมความพร้อมสู่มาตรฐาน OECD ไม่ใช่ภารกิจทางเทคนิคที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะสามารถทำได้โดยลำพัง แต่จำเป็นต้องอาศัยแนวทาง "Whole-of-Society Approach" หรือการรวมพลังของทุกภาคส่วนในสังคม ผู้แทน OECD กล่าว และระบุถึงหลักสูตร T>ROL หรือ หลักสูตร Thailand Rule of Law Leadership Programme 2026 ว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในการทำหน้าที่เป็น Platform สำคัญในการสร้างความเข้าใจร่วมกันในมาตรฐานสากล ดึงดูดผู้นำการเปลี่ยนแปลงจากทุกภาคส่วน และเปลี่ยนมาตรฐานระดับโลกให้กลายเป็นการปฏิบัติที่จับต้องได้จริง
 
 
พร้อมระบุด้วยว่า OECD พร้อมที่จะให้การสนับสนุนประเทศไทยอย่างเต็มที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้ระหว่างประเทศสมาชิก (Peer Learning) การแบ่งปันข้อมูลเปรียบเทียบเชิงสถิติ และการให้คำปรึกษาด้านนโยบาย เพื่อช่วยขับเคลื่อนวาระการปฏิรูปภายในประเทศ โดยเฉพาะการเสริมสร้างความซื่อตรงในภาครัฐ (Public Integrity) การยกระดับคุณภาพของกฎระเบียบและกติกา (Regulatory Quality) และการผลักดันระบบยุติธรรมที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง
 
 

ขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 16) ผ่านการนวัตกรรมเชิงนโยบายเพื่อความยุติธรรมที่แท้จริง

 
 
 
“เส้นทางสู่ OECD ของประเทศไทยไม่ใช่เพียงเรื่องทางเทคนิค แต่เป็นเส้นทางแห่งธรรมาภิบาล และเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบัน กฎเกณฑ์ และความไว้วางใจของสาธารณชน ซึ่งจะกำหนดทิศทางการพัฒนาขั้นต่อไปของประเทศไทย”
 
 
กระบวนการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยในครั้งนี้ มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการขับเคลื่อนหลักนิติธรรม (Rule of Law) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 16 (SDG 16 ว่าด้วยสันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง) ของสหประชาชาติ โดย Niamh Collier-Smith จากโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) มองว่า หลักนิติธรรมไม่ใช่เป้าหมายที่แยกส่วน แต่เป็น 'โครงสร้างพื้นฐานด้านธรรมาภิบาล' ที่สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยให้กับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม การดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน และความแน่นอนของกฎระเบียบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือหัวใจสำคัญที่กำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันตามมาตรฐาน OECD.
 
 
อย่างไรก็ดี การจะบรรลุมาตรฐาน OECD ได้นั้น ประเทศไทยต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายในระบบยุติธรรมที่สะท้อนผ่านตัวชี้วัดระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นปัญหาความล่าช้าในการพิจารณาคดี หรือการเลือกปฏิบัติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางสถิติ แต่เป็นสัญญาณเตือนภัยที่บั่นทอนความไว้วางใจของสาธารณชน (Public Trust) UNDP จึงได้ร่วมมือกับ TIJ และโครงการ Thailand Policy Lab เพื่อร่วมกันนำเอา "นวัตกรรมเชิงนโยบาย" และกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) มาใช้เป็นเครื่องมือเร่งกระบวนการปฏิรูป โดยเปลี่ยนผ่านจากการออกแบบระบบที่ยึดเอาหน่วยงานหรือสถาบันเป็นหลัก ไปสู่ระบบที่ยึดเอาประสบการณ์และปัญหาในชีวิตจริงของประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง
 
 
เพื่อตอบรับกับกระบวนการเตรียมความพร้อมสู่ OECD (OECD Readiness) UNDP และ TIJ ยังได้ร่วมกันสร้างเครือข่ายความร่วมมือระดับสากล รวมถึงการดึงพันธมิตรอย่าง Chandler Governance Group ประเทศสิงคโปร์ มาร่วมแบ่งปันเพื่อออกแบบระบบธรรมาภิบาลของไทยที่พร้อมสำหรับอนาคต ซึ่งจะต้องเป็นระบบที่เปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล มีความรวดเร็ว และเต็มไปด้วยนวัตกรรม โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือต้องตั้งอยู่บนฐานของความโปร่งใส ความเป็นธรรม และสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล
 
 
ผู้แทน UNDP กล่าวทิ้งท้าย โดยเชิญชวนให้ผู้นำที่เข้าร่วมในหลักสูตร T>ROL มองหลักนิติธรรมเป็น "วาระผู้นำในภาคปฏิบัติ" พร้อมร่วมกันแสวงหาคำตอบสำคัญ อย่างภาคธุรกิจขนาดเล็กเผชิญกับอุปสรรคจากกฎระเบียบอย่างไร ประชาชนสามารถเข้าถึงการแก้ปัญหาความยุติธรรมอย่างไร สถาบันจะพัฒนาไปควบคู่กับการมีความรับผิดชอบได้อย่างไร และประเทศไทยจะสร้างเสริมศักยภาพการแข่งขันโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างไร ซึ่งคำถามเหล่านี้ไม่เพียงเป็นเกณฑ์ชี้วัดความพร้อมสู่ OECD รวมทั้งเป้าหมายที่ 16 ของ SDGs เท่านั้น หากยังเป็นแกนกลางสู่การพัฒนาประเทศไทยสู่อนาคตด้วย
 
 

หลักนิติธรรมสร้างความไว้วางใจบนหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อความยั่งยืน

 
 
“หลักนิติธรรมมักถูกพูดถึงในแง่กฎหมายหรือสถาบัน แต่แก่นแท้ของมันเป็นเรื่องที่เรียบง่ายมาก นั่นคือเรื่องของความไว้วางใจ”
 
 
แม้ว่าในทางวิชาการ หลักนิติธรรม (Rule of Law) มักจะถูกหยิบยกมาอธิบายผ่านถ้อยคำทางกฎหมายหรือโครงสร้างเชิงสถาบันที่เข้าใจยาก แต่ Dr. Alejandro Ponce ผู้อำนวยการ The World Justice Project (WJP) องค์กรผู้จัดทำดัชนีชี้วัดหลักนิติธรรมระดับโลก (Rule of Law Index) เผยว่า หากพิจารณาถึงแก่นแท้ที่แท้จริงแล้ว หลักนิติธรรมเป็นเรื่องที่เรียบง่ายและใกล้ตัวมาก นั่นคือเรื่องของความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อระบบและกติกาของประเทศ
 
 
ความไว้วางใจนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประชาชนรู้สึกและสัมผัสได้จริงว่า กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ของสังคมมีความชัดเจน มีความเป็นธรรม และที่สำคัญที่สุดคือต้องบังคับใช้กับทุกคนอย่างเท่าเทียมกันโดยไม่มีข้อยกเว้น ประชาชนต้องมั่นใจได้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะไม่สามารถใช้อำนาจตามอำเภอใจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนหรือประโยชน์ทางการเมือง และภาคธุรกิจสามารถแข่งขันทางการค้าได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรม
 
 
ผู้แทน WJP ย้ำว่า เมื่อสังคมมีหลักนิติธรรมที่เข้มแข็งและมีความไว้วางใจสูง ประชาชนและภาคธุรกิจก็จะสามารถวางแผนชีวิต ลงทุน ขยายกิจการ และพัฒนาประเทศต่อไปได้ในระยะยาวอย่างมั่นคง และเมื่อใดก็ตามที่เกิดข้อพิพาทหรือความขัดแย้งขึ้นในสังคม ทุกฝ่ายก็พร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการระงับข้อพิพาทได้อย่างสันติและปลอดภัย โดยปราศจากความกลัวหรือการใช้ความรุนแรง
 
 
พร้อมกันนี้ ยังได้กล่าวถึงผู้นำด้านหลักนิติธรรมด้วยว่า ต้องมีคุณลักษณะสำคัญ 4 ประการ คือ มีความซื่อตรง (Integrity) มีวินัย (Discipline) มีความกล้าหาญ (Courage) และมีความมุ่งมั่น (Commitment) ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน เป็นผู้นำที่กล้าตัดสินใจเลือก "ความถูกต้องและเป็นธรรม" มากกว่าความสะดวกสบาย เลือกใช้ข้อมูลหลักฐานเชิงประจักษ์มากกว่าความรู้สึกส่วนตน และเลือกผลประโยชน์ของสาธารณะมากกว่าผลประโยชน์ระยะสั้น
 
 
ด้วยเหตุนี้ ความร่วมมือระหว่าง TIJ และ WJP จึงมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนความพยายามของประเทศไทยในการสร้างฐานข้อมูลและหลักฐานเชิงประจักษ์ (Evidence Base) สำหรับการปฏิรูป เพราะข้อมูลเหล่านี้จะช่วยสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าจุดใดที่ประเทศกำลังมีความก้าวหน้า และจุดใดที่ยังต้องการการปรับปรุงและใส่ใจเป็นพิเศษ เพื่อช่วยให้สถาบันต่าง ๆ สามารถกำหนดทิศทาง ลำดับความสำคัญ และสร้างระบบยุติธรรมที่ทำงานเพื่อประชาชนได้อย่างแท้จริง
 
 

นอกจากนี้ ผู้ร่วมอบรมยังได้รับฟังการอัพเดทสถานการณ์การแข่งขันและการลงทุนของประเทศไทย ในเสวนาหัวข้อ Thailand Competitiveness Reality Check จาก ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย Vibeke Lyssand Leirvåg (วีเบ็คก้า ลิสซานด์ เลียร์วาก) ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย และ สาโรจน์ อธิวิทวัส ที่ปรึกษา สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย ดำเนินรายการโดย โสมนัส เจือสกุล ผู้อำนวยการ TIJ Academy และ T>RoL Programme ซึ่งได้มีการเปิดพื้นที่ให้ผู้ร่วมเสวนาได้วิเคราะห์ประเด็นท้าทายสำคัญ เช่นกลไกเชิงสถาบันภาครัฐ สภาพการแข่งขันไม่เท่าเทียม เศรษฐกิจนอกระบบ อุปสรรคที่จำกัดการลงทุน โดยเฉพาะเรื่องของนวัตกรรมและการศึกษา การไหลออกของเงินทุน และการเติบโตของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมทั้งแลกเปลี่ยนกับผู้ร่วมหลักสูตรถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาและส่งเสริมหลักนิติธรรมให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทยด้วย

 

ประเทศไทยอยู่ในจุดที่สุ่มเสี่ยง แต่ยังมีอนาคต ถ้าใช้มาตรฐาน OECD เป็นโอกาสมาปราบคอร์รัปชัน

“ไทยสะสมปัญหามาหลายด้าน ทั้งโครงสร้างการเมือง เศรษฐกิจมหภาค โครงสร้างพื้นฐาน สังคมผู้สูงอายุ จำนวนประชากร คุณภาพของการศึกษา เมื่อมาผนวกกับการบริหารประเทศตลอดหลายปีที่ผ่านมาด้วยการใช้นโยบายประชานิยมเป็นหลักโดยไม่มีแผนการบริหารระยะกลางและระยะยาว และยังมาเจอสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปแบบกลับหัวกลับหาง ทำให้ประเทศไทยต้องรีบค้นหาตัวเองว่า เราอยู่ตรงไหน ... และเราต้องเร่งแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง”

 

พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ของเศรษฐกิจไทยที่กำลังอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ และภูมิสงคราม โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงด้านองค์ความรู้ทางเทคโนโลยี จึงเสนอว่า ภาครัฐของไทยต้องเร่งดำเนินการใน 3 ด้านทันที คือ การแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ปฏิรูปด้านการเกษตร และยกระดับเข้าสู่มาตรฐานสากล คือ มาตรฐาน OECD

“เรื่องคอร์รัปชัน เป็นปัญหาที่หนักมากของภาคเอกชน เพราะไทยได้คะแนนต่ำมากในทุกตัวชี้วัด ทำให้เอกชนค้าขายกับต่างชาติไม่ได้เพราะเขาขาดความเชื่อมั่น และถ้าเราได้คะแนนต่ำลงไปอีก ประเทศไทยจะเจอวิกฤตอย่างแน่นอน”

“เรามีประชากร 30 ล้านคน หรือ ครึ่งหนึ่งของประเทศ อยู่ในภาคเกษตรกรรม ถ้าคนเหล่านี้ไม่มีเงินประเทศไทยก็อยู่ไม่ได้ รัฐต้องทุ่มเททุกอย่างเข้าไปในการปฏิรูปภาคเกษตร”

“ปัจจุบันเราอยู่ในบ้านเมืองที่ไม่มีระเบียบ ไม่รู้ว่าอะไรคือ Fair หรือ Unfair การที่ประเทศไทยมีความต้องการเข้าเป็นสมาชิก OECD คือ โอกาสสำคัญในการจัดระเบียบใหม่ที่จะสร้างให้เกิดธรรมาภิบาลทั้งการใช้อำนาจหน้าที่ของผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง”

ส่วนที่บอกไว้ตั้งแต่ต้นว่า ไทยอยู่ในจุดสุ่มเสี่ยงที่มีอนาคต ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า จากการที่รัฐบาลหารือร่วมกับภาคเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง ก็พบความพยายามของรัฐบาลที่กำลังแก้ปัญหาในหลายมิติ เช่น ความพยายามในการแก้ปัญหาข้อกฎหมายที่ล้าสมัย ซ้ำซ้อน เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการประกอบธุรกิจ ด้วยการไปดูแนวทางการแก้ไขกฎกระทรวง หรือ ประกาศในระดับกรมก่อน ซึ่งจะแก้ไขได้เร็วกว่าการแก้กฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ การผลักดันแก้ไขพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกฉบับใหม่ที่ใกล้จะมีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งจะช่วยอย่างมากในการลดขั้นตอนการอนุมัติ อนุญาต ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจเป็นช่องทางไปสู่การคอร์รัปชัน และยังจะช่วยเชื่อมโยงข้อมูลดิจิทัลของแต่ละหน่วยงานให้ไปอยู่ในระบบเดียวกัน แต่ก็ยืนยันว่า สิ่งสำคัญที่สุด คือ รัฐบาลต้องปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อจัดการปัญหาคอร์รัปชันให้เด็ดขาด จึงจะเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนกลับมาได้

หอการค้าร่วมต่างประเทศ ย้ำ ไทยยังเป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติถ้าแก้ปัญหาหลักนิติธรรมได้

 

“ปัจจุบันการตัดสินใจของนักลงทุนขึ้นอยู่กับปัจจัยธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรมมากขึ้นเรื่อย ๆ มากกว่าเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว สิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้นสำคัญก็จริง แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือ 'เงินทุนจะไหลไปตามความเชื่อมั่น'”

 

Vibeke Lyssand Leirvåg (วีเบ็คก้า ลิสซานด์ เลียร์วาก) ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย แสดงความเห็นว่า ทุกวันนี้ นักลงทุนไม่ได้ถามแล้วว่าประเทศไทยน่าสนใจไหม เพราะไทยเราน่าสนใจอยู่แล้ว แต่คำถามคือ 'เราสามารถทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐได้ราบรื่นแค่ไหน?' แล้วใครคือคู่แข่งของเรา? เราทุกคนรู้ดีว่าคู่แข่งคือ เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมถึงอินเดีย แต่เราไม่ได้แข่งกันด้วยเรื่องวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวแล้ว

“สิ่งสำคัญมากที่นักลงทุนต่างประเทศมองคือ ประเทศไทยต้องการความชัดเจนที่สามารถคาดการณ์ได้ (Predictability) และความชัดเจนนี้เป็นสิ่งที่สร้างความมั่งคั่ง”

ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย ย้ำด้วยว่า การขาดธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรมทำให้ประเทศเราไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าและไม่ดึงดูดใจนักลงทุน อีกทั้งประเทศเรายังขาดกำลังคน โดยเฉพาะในอาชีพใหม่ ๆ และยังมีเรื่องของความยั่งยืน ที่พูดกันบ่อย ๆ ในเรื่องของ ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) แต่เรามักจะพูดถึงสิ่งแวดล้อมมากกว่าปัจจัยอื่น ๆ ทั้งที่ธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรมนั้นมีความสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่น

ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย ลงรายละเอียดว่าอุปสรรคสำคัญของเศรษฐกิจไทยคือความซับซ้อนของกฎระเบียบ ความยากในการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) การทำงานแบบแยกส่วนของหน่วยงานต่าง ๆ การดึงดูดกลุ่มคนที่มีความสามารถให้เข้ามาทำงาน และการรักษาฐานนักลงทุนเดิม

อย่างไรก็ดี ได้เห็นความพยายามของประเทศไทยที่จะปฏิรูปไปในหลายด้านแล้ว เช่น การสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD การพัฒนาระบบรัฐบาลดิจิทัล การปรับกติกาเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจให้ง่ายและรวดเร็วขึ้น กำลังพยายามปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัยและซ้ำซ้อน มีมาตรการส่งเสริมความสะดวกในการประกอบธุรกิจ แต่ยังมีสิ่งที่ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นให้กับนักลงทุนต่างชาติ คือ ความแน่นอนและสม่ำเสมอ ความโปร่งใส การสื่อสารที่ชัดเจน การพัฒนาการศึกษาและองค์ความรู้ ที่ไม่ได้หมายถึงการศึกษาในโรงเรียน แต่เป็นการพัฒนาทักษะแรงงานและการเรียนรู้ร่วมกัน และที่สำคัญที่สุด คือ การที่ทุกภาคส่วนของหน่วยงานรัฐสามารถบูรณาการไปในทิศทางเดียวกัน และพูดจริงทำจริง

เงินไหลออกแพลตฟอร์มต่างชาติ ทุนเทา รัฐต้องมี “เจตจำนงค์ทางการเมือง” ฟื้นหลักนิติธรรม เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมา

“ครั้งแรกที่เห็นมาตรฐานที่ประเทศไทยต้องทำหากจะเข้าเป็นสมาชิก OECD ก็คิดเลยว่า เป็นมาตรฐานที่ดีมากเพราะจะแก้ปัญหาได้หมดทั้งเรื่องหลักนิติธรรม คอร์รัปชัน ความเหลื่อมล้ำ การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ถ้าไทยสามารถทำได้ก็จะกลายเป็นเป็นเทศที่เจริญแล้วได้อย่างแน่นอน แต่ก็ยังสงสัยว่าประเทศไทยจะเดินหน้าไปสู่มาตรฐานนั้นได้อย่างไร”

สาโรจน์ อธิวิทวัส ที่ปรึกษา สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย แสดงความเห็นผ่านมุมมองของกลุ่มผู้ประการ SME และ Start Up โดยมองว่า การมุ่งมั่นเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะเริ่มกระบวนการภายในเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างต่าง ๆ ของประเทศแต่ต้องทำอย่างจริงจัง สถานการณ์ในปัจจุบันผู้ประกอบการรายย่อยยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมมาอย่างต่อเนื่อง เพราะรัฐยังปล่อยให้แพลตฟอร์มต่างชาติและธุรกิจนอกระบบเข้ามากอบโกยเงินออกไปจากระบบเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก ทำให้ธุรกิจของผู้ประกอบการไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่

“ถ้าดูจากตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทย และสถิติอื่น ๆ อีกหลายตัว จะเห็นชัดว่า ประเทศไทยมีใบประมาณรายจ่ายมากขึ้น แต่มีภาคการผลิตลดลง เพราะเราไม่ได้ใช้จ่ายไปในภาคการผลิต และยังมีเงินหลายล้านล้านบาทต่อปีไหลออกไปยังธุรกิจต่างชาติ ทั้งแพลตฟอร์มต่างชาติที่มาค้าขายในประเทศไทยโดยการตัดราคา ขายสินค้าไม่มีคุณภาพ และไม่เสียภาษี เกิดการจ้างแรงงานนอกระบบ รวมไปถึงการเติบโตของธุรกิจผิดกฎหมายอย่างพนันออนไลน์ หรือ สแกมเมอร์ ... ทั้งหมดนี้ บ่งบอกว่า คนไทยใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้น แต่เงินส่วนใหญ่ที่จ่ายไป ไหลออกไปยังธุรกิจต่างชาติ นี่เป็นอุตสาหกรรมที่โตขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศไทย แต่เป็นอุตสาหกรรมที่ยิ่งโตขึ้น เงินก็ยิ่งไหลออกไปนอกประเทศมากขึ้น และทำให้ธุรกิจของคนไทยย่ำแย่ลงไปเรื่อย ๆ”

ส่วนหนทางที่จะพาประเทศไทยออกจากวิกฤตนี้ สาโรจน์ เห็นด้วยว่า กระบวนการที่หน่วยงานต่าง ๆ ของไทย ต้องปฏิรูประบบและโครงสร้างเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD จะเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยต้องพยายามยกระดับไปสู่มาตรฐาน OECD ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ถ้ารัฐบาลมี “เจตจำนงค์ทางการเมือง” ที่ชัดเจน พร้อมยกตัวอย่างว่า มีหลายปรากฎการณ์ในช่วงที่ผ่านมาซึ่งประเทศไทยสามารถแก้ปัญหายาก ๆ ไปได้ด้วยการอาศัยเจตจำนงค์ทางการเมืองที่ชัดเจนของรัฐบาล เช่น การออกพระราชกำหนดจัดการตัดเส้นทางบัญชีม้าเพื่อแก้ปัญหาขบวนการ call center

Back
chat