

OECD หนุนยกระดับโครงสร้างไทยสู่มาตรฐานสากล โดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

“กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่แค่เรื่องทางเทคนิค แต่เป็นโอกาสในการค้นหาแนวทางเพื่อเข้าใกล้มาตรฐาน OECD และส่งมอบผลลัพธ์ที่ดีกว่าให้กับประชาชน”
ขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 16) ผ่านการนวัตกรรมเชิงนโยบายเพื่อความยุติธรรมที่แท้จริง

“เส้นทางสู่ OECD ของประเทศไทยไม่ใช่เพียงเรื่องทางเทคนิค แต่เป็นเส้นทางแห่งธรรมาภิบาล และเป็นโอกาสสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบัน กฎเกณฑ์ และความไว้วางใจของสาธารณชน ซึ่งจะกำหนดทิศทางการพัฒนาขั้นต่อไปของประเทศไทย”
หลักนิติธรรมสร้างความไว้วางใจบนหลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อความยั่งยืน

“หลักนิติธรรมมักถูกพูดถึงในแง่กฎหมายหรือสถาบัน แต่แก่นแท้ของมันเป็นเรื่องที่เรียบง่ายมาก นั่นคือเรื่องของความไว้วางใจ”
นอกจากนี้ ผู้ร่วมอบรมยังได้รับฟังการอัพเดทสถานการณ์การแข่งขันและการลงทุนของประเทศไทย ในเสวนาหัวข้อ Thailand Competitiveness Reality Check จาก ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย Vibeke Lyssand Leirvåg (วีเบ็คก้า ลิสซานด์ เลียร์วาก) ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย และ สาโรจน์ อธิวิทวัส ที่ปรึกษา สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย ดำเนินรายการโดย โสมนัส เจือสกุล ผู้อำนวยการ TIJ Academy และ T>RoL Programme ซึ่งได้มีการเปิดพื้นที่ให้ผู้ร่วมเสวนาได้วิเคราะห์ประเด็นท้าทายสำคัญ เช่นกลไกเชิงสถาบันภาครัฐ สภาพการแข่งขันไม่เท่าเทียม เศรษฐกิจนอกระบบ อุปสรรคที่จำกัดการลงทุน โดยเฉพาะเรื่องของนวัตกรรมและการศึกษา การไหลออกของเงินทุน และการเติบโตของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมทั้งแลกเปลี่ยนกับผู้ร่วมหลักสูตรถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาและส่งเสริมหลักนิติธรรมให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทยด้วย

ประเทศไทยอยู่ในจุดที่สุ่มเสี่ยง แต่ยังมีอนาคต ถ้าใช้มาตรฐาน OECD เป็นโอกาสมาปราบคอร์รัปชัน

“ไทยสะสมปัญหามาหลายด้าน ทั้งโครงสร้างการเมือง เศรษฐกิจมหภาค โครงสร้างพื้นฐาน สังคมผู้สูงอายุ จำนวนประชากร คุณภาพของการศึกษา เมื่อมาผนวกกับการบริหารประเทศตลอดหลายปีที่ผ่านมาด้วยการใช้นโยบายประชานิยมเป็นหลักโดยไม่มีแผนการบริหารระยะกลางและระยะยาว และยังมาเจอสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไปแบบกลับหัวกลับหาง ทำให้ประเทศไทยต้องรีบค้นหาตัวเองว่า เราอยู่ตรงไหน ... และเราต้องเร่งแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง”
พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์ของเศรษฐกิจไทยที่กำลังอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยงมากขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ภูมิเศรษฐศาสตร์ และภูมิสงคราม โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงด้านองค์ความรู้ทางเทคโนโลยี จึงเสนอว่า ภาครัฐของไทยต้องเร่งดำเนินการใน 3 ด้านทันที คือ การแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ปฏิรูปด้านการเกษตร และยกระดับเข้าสู่มาตรฐานสากล คือ มาตรฐาน OECD
“เรื่องคอร์รัปชัน เป็นปัญหาที่หนักมากของภาคเอกชน เพราะไทยได้คะแนนต่ำมากในทุกตัวชี้วัด ทำให้เอกชนค้าขายกับต่างชาติไม่ได้เพราะเขาขาดความเชื่อมั่น และถ้าเราได้คะแนนต่ำลงไปอีก ประเทศไทยจะเจอวิกฤตอย่างแน่นอน”
“เรามีประชากร 30 ล้านคน หรือ ครึ่งหนึ่งของประเทศ อยู่ในภาคเกษตรกรรม ถ้าคนเหล่านี้ไม่มีเงินประเทศไทยก็อยู่ไม่ได้ รัฐต้องทุ่มเททุกอย่างเข้าไปในการปฏิรูปภาคเกษตร”
“ปัจจุบันเราอยู่ในบ้านเมืองที่ไม่มีระเบียบ ไม่รู้ว่าอะไรคือ Fair หรือ Unfair การที่ประเทศไทยมีความต้องการเข้าเป็นสมาชิก OECD คือ โอกาสสำคัญในการจัดระเบียบใหม่ที่จะสร้างให้เกิดธรรมาภิบาลทั้งการใช้อำนาจหน้าที่ของผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง”
ส่วนที่บอกไว้ตั้งแต่ต้นว่า ไทยอยู่ในจุดสุ่มเสี่ยงที่มีอนาคต ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ระบุว่า จากการที่รัฐบาลหารือร่วมกับภาคเอกชนมาอย่างต่อเนื่อง ก็พบความพยายามของรัฐบาลที่กำลังแก้ปัญหาในหลายมิติ เช่น ความพยายามในการแก้ปัญหาข้อกฎหมายที่ล้าสมัย ซ้ำซ้อน เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการประกอบธุรกิจ ด้วยการไปดูแนวทางการแก้ไขกฎกระทรวง หรือ ประกาศในระดับกรมก่อน ซึ่งจะแก้ไขได้เร็วกว่าการแก้กฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ การผลักดันแก้ไขพระราชบัญญัติอำนวยความสะดวกฉบับใหม่ที่ใกล้จะมีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งจะช่วยอย่างมากในการลดขั้นตอนการอนุมัติ อนุญาต ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจเป็นช่องทางไปสู่การคอร์รัปชัน และยังจะช่วยเชื่อมโยงข้อมูลดิจิทัลของแต่ละหน่วยงานให้ไปอยู่ในระบบเดียวกัน แต่ก็ยืนยันว่า สิ่งสำคัญที่สุด คือ รัฐบาลต้องปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อจัดการปัญหาคอร์รัปชันให้เด็ดขาด จึงจะเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนกลับมาได้
หอการค้าร่วมต่างประเทศ ย้ำ ไทยยังเป็นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติถ้าแก้ปัญหาหลักนิติธรรมได้
“ปัจจุบันการตัดสินใจของนักลงทุนขึ้นอยู่กับปัจจัยธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรมมากขึ้นเรื่อย ๆ มากกว่าเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพียงอย่างเดียว สิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้นสำคัญก็จริง แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าคือ 'เงินทุนจะไหลไปตามความเชื่อมั่น'”
Vibeke Lyssand Leirvåg (วีเบ็คก้า ลิสซานด์ เลียร์วาก) ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย แสดงความเห็นว่า ทุกวันนี้ นักลงทุนไม่ได้ถามแล้วว่าประเทศไทยน่าสนใจไหม เพราะไทยเราน่าสนใจอยู่แล้ว แต่คำถามคือ 'เราสามารถทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐได้ราบรื่นแค่ไหน?' แล้วใครคือคู่แข่งของเรา? เราทุกคนรู้ดีว่าคู่แข่งคือ เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย รวมถึงอินเดีย แต่เราไม่ได้แข่งกันด้วยเรื่องวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวแล้ว
“สิ่งสำคัญมากที่นักลงทุนต่างประเทศมองคือ ประเทศไทยต้องการความชัดเจนที่สามารถคาดการณ์ได้ (Predictability) และความชัดเจนนี้เป็นสิ่งที่สร้างความมั่งคั่ง”
ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย ย้ำด้วยว่า การขาดธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรมทำให้ประเทศเราไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าและไม่ดึงดูดใจนักลงทุน อีกทั้งประเทศเรายังขาดกำลังคน โดยเฉพาะในอาชีพใหม่ ๆ และยังมีเรื่องของความยั่งยืน ที่พูดกันบ่อย ๆ ในเรื่องของ ESG (สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล) แต่เรามักจะพูดถึงสิ่งแวดล้อมมากกว่าปัจจัยอื่น ๆ ทั้งที่ธรรมาภิบาลและหลักนิติธรรมนั้นมีความสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่น
ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย ลงรายละเอียดว่าอุปสรรคสำคัญของเศรษฐกิจไทยคือความซับซ้อนของกฎระเบียบ ความยากในการดำเนินธุรกิจ (Ease of Doing Business) การทำงานแบบแยกส่วนของหน่วยงานต่าง ๆ การดึงดูดกลุ่มคนที่มีความสามารถให้เข้ามาทำงาน และการรักษาฐานนักลงทุนเดิม
อย่างไรก็ดี ได้เห็นความพยายามของประเทศไทยที่จะปฏิรูปไปในหลายด้านแล้ว เช่น การสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD การพัฒนาระบบรัฐบาลดิจิทัล การปรับกติกาเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจให้ง่ายและรวดเร็วขึ้น กำลังพยายามปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัยและซ้ำซ้อน มีมาตรการส่งเสริมความสะดวกในการประกอบธุรกิจ แต่ยังมีสิ่งที่ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นให้กับนักลงทุนต่างชาติ คือ ความแน่นอนและสม่ำเสมอ ความโปร่งใส การสื่อสารที่ชัดเจน การพัฒนาการศึกษาและองค์ความรู้ ที่ไม่ได้หมายถึงการศึกษาในโรงเรียน แต่เป็นการพัฒนาทักษะแรงงานและการเรียนรู้ร่วมกัน และที่สำคัญที่สุด คือ การที่ทุกภาคส่วนของหน่วยงานรัฐสามารถบูรณาการไปในทิศทางเดียวกัน และพูดจริงทำจริง
เงินไหลออกแพลตฟอร์มต่างชาติ ทุนเทา รัฐต้องมี “เจตจำนงค์ทางการเมือง” ฟื้นหลักนิติธรรม เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมา

“ครั้งแรกที่เห็นมาตรฐานที่ประเทศไทยต้องทำหากจะเข้าเป็นสมาชิก OECD ก็คิดเลยว่า เป็นมาตรฐานที่ดีมากเพราะจะแก้ปัญหาได้หมดทั้งเรื่องหลักนิติธรรม คอร์รัปชัน ความเหลื่อมล้ำ การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ถ้าไทยสามารถทำได้ก็จะกลายเป็นเป็นเทศที่เจริญแล้วได้อย่างแน่นอน แต่ก็ยังสงสัยว่าประเทศไทยจะเดินหน้าไปสู่มาตรฐานนั้นได้อย่างไร”
สาโรจน์ อธิวิทวัส ที่ปรึกษา สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย แสดงความเห็นผ่านมุมมองของกลุ่มผู้ประการ SME และ Start Up โดยมองว่า การมุ่งมั่นเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย เป็นโอกาสสำคัญที่ไทยจะเริ่มกระบวนการภายในเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างต่าง ๆ ของประเทศแต่ต้องทำอย่างจริงจัง สถานการณ์ในปัจจุบันผู้ประกอบการรายย่อยยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมมาอย่างต่อเนื่อง เพราะรัฐยังปล่อยให้แพลตฟอร์มต่างชาติและธุรกิจนอกระบบเข้ามากอบโกยเงินออกไปจากระบบเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก ทำให้ธุรกิจของผู้ประกอบการไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่
“ถ้าดูจากตัวเลขของธนาคารแห่งประเทศไทย และสถิติอื่น ๆ อีกหลายตัว จะเห็นชัดว่า ประเทศไทยมีใบประมาณรายจ่ายมากขึ้น แต่มีภาคการผลิตลดลง เพราะเราไม่ได้ใช้จ่ายไปในภาคการผลิต และยังมีเงินหลายล้านล้านบาทต่อปีไหลออกไปยังธุรกิจต่างชาติ ทั้งแพลตฟอร์มต่างชาติที่มาค้าขายในประเทศไทยโดยการตัดราคา ขายสินค้าไม่มีคุณภาพ และไม่เสียภาษี เกิดการจ้างแรงงานนอกระบบ รวมไปถึงการเติบโตของธุรกิจผิดกฎหมายอย่างพนันออนไลน์ หรือ สแกมเมอร์ ... ทั้งหมดนี้ บ่งบอกว่า คนไทยใช้จ่ายเงินเพิ่มขึ้น แต่เงินส่วนใหญ่ที่จ่ายไป ไหลออกไปยังธุรกิจต่างชาติ นี่เป็นอุตสาหกรรมที่โตขึ้นอย่างรวดเร็วในประเทศไทย แต่เป็นอุตสาหกรรมที่ยิ่งโตขึ้น เงินก็ยิ่งไหลออกไปนอกประเทศมากขึ้น และทำให้ธุรกิจของคนไทยย่ำแย่ลงไปเรื่อย ๆ”
ส่วนหนทางที่จะพาประเทศไทยออกจากวิกฤตนี้ สาโรจน์ เห็นด้วยว่า กระบวนการที่หน่วยงานต่าง ๆ ของไทย ต้องปฏิรูประบบและโครงสร้างเพื่อเข้าเป็นสมาชิก OECD จะเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยต้องพยายามยกระดับไปสู่มาตรฐาน OECD ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ถ้ารัฐบาลมี “เจตจำนงค์ทางการเมือง” ที่ชัดเจน พร้อมยกตัวอย่างว่า มีหลายปรากฎการณ์ในช่วงที่ผ่านมาซึ่งประเทศไทยสามารถแก้ปัญหายาก ๆ ไปได้ด้วยการอาศัยเจตจำนงค์ทางการเมืองที่ชัดเจนของรัฐบาล เช่น การออกพระราชกำหนดจัดการตัดเส้นทางบัญชีม้าเพื่อแก้ปัญหาขบวนการ call center