สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมเสนอแนวคิดในเวทีเสวนา "การถอดบทเรียนมาตรฐาน OECD เพื่อยกระดับความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของประเทศไทย" ซึ่งจัดโดยคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ณ อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ เสนอทัศนะสำคัญว่า การนำมาตรฐาน OECD มาปรับใช้ จะช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากการ "วิ่งไล่ตามปัญหา" หรือการแก้ปัญหาคอร์รัปชันเป็นรายกรณี ไปสู่การวางระบบที่มีมาตรฐาน พร้อมกรอบการติดตามและวัดผลที่จับต้องได้
"ปัญหาที่เกิดขึ้นซ้ำๆ สะท้อนว่าเรายังแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ การประเมินช่องว่าง (Gap Assessment) ตามมาตรฐาน OECD จะช่วยให้เรามองเห็นจุดอ่อนและสร้างภูมิคุ้มกันเชิงระบบได้อย่างแท้จริง" ดร.พิเศษ กล่าว
ผู้อำนวยการ TIJ ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดแคลนกฎหมาย แต่กลับมีกฎหมายมากเกินไป สิ่งที่ขาดไปคือ "การประสานงาน (Coordination)" และ "การคิดเชิงระบบ (System Thinking)" เนื่องจากปัญหาคอร์รัปชันมีความเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับการแข่งขันทางการค้าและการบังคับใช้กฎหมาย

นอกจากนี้ การประเมินผลสำเร็จต้องปรับเปลี่ยนจากการวัดระดับผลผลิต (Output) เช่น จำนวนคดีหรือจำนวนผู้ถูกจับกุม ไปสู่การวัดผลลัพธ์ (Outcome) ที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (People-centered Justice) โดยตั้งคำถามสำคัญว่า ชีวิตของประชาชนดีขึ้นจริงหรือไม่ และปัญหาได้รับการแก้ไขเยียวยาตรงจุดหรือไม่ ภาครัฐจึงควรมองการให้บริการประชาชนคล้ายกับภาคธุรกิจ ที่ต้องมีระบบรับฟังความคิดเห็นอย่างสม่ำเสมอ เพื่อนำข้อมูลมาปรับปรุงบริการ นโยบาย และกฎหมายอย่างต่อเนื่อง
ดร.พิเศษ ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า การขับเคลื่อนเพียงภาครัฐ (Whole-of-Government) ไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องใช้แนวทาง "ทั้งสังคม" (Whole-of-Society) ที่ดึงภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และเยาวชนเข้ามาร่วมขับเคลื่อน ขณะเดียวกัน องค์กรอิสระและหน่วยงานกำกับดูแลต้องมีกลไกตรวจสอบที่ยึดโยงกับประชาชนและกระบวนการประชาธิปไตย เพื่อกำกับการใช้อำนาจให้อยู่ในกรอบความรับผิดชอบต่อสังคม
ด้านตัวแทนจากหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนยกระดับมาตรฐานประเทศ ได้ร่วมเปิดเผยกรอบการดำเนินงานภายในงานเสวนา ดังนี้
นายธัชไท กีรติพงศ์ไพบูลย์ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุถึงบทบาทของสภาพัฒน์ในฐานะ 1 ใน 3 หน่วยงานประสานงานหลัก ร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ และสำนักงาน ก.พ.ร. โดยวางกรอบเวลาการยื่นเจตจำนงเข้าเป็นสมาชิก OECD ไว้ในปี 2567 เริ่มการประเมินตนเองใน 25 คณะกรรมการในปี 2568 และดำเนินกระบวนการปิดช่องว่าง (Gap Closing) ทั้งด้านกฎหมายและการปฏิบัติในช่วงปี 2569–2571 พร้อมบรรจุแผนปฏิรูปดังกล่าวไว้ในร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14
นางสาวพัสสา วโรตมะวิชญ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) เผยว่า ป.ป.ช. รับผิดชอบคณะทำงาน Working Group on Bribery ภายใต้ Anti-Bribery Convention ซึ่งเน้นปราบปรามการให้สินบน โดยอยู่ระหว่างเตรียมเสนอปรับปรุงกฎหมาย 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ความรับผิดกรณีให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศ, ความรับผิดของนิติบุคคล, การห้ามนำค่าสินบนไปหักลดหย่อนภาษี (ร่วมกับกรมสรรพากร) และกลไกการชะลอการฟ้อง (Deferred Prosecution Agreement: DPA) สำหรับนิติบุคคล

งานสัมมนาครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวรายงาน และ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภาและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดงาน พร้อมร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความตกลง (MOA) ระหว่างคณะกรรมาธิการฯ กับองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) นำโดย นายวิเชียร พงศธร รองประธานมูลนิธิองค์กรต่อต้านคอร์รัปชันฯ เพื่อร่วมกันพัฒนากลไกการตรวจสอบโดยภาคประชาชน
นอกจากนี้ Mr. Andrew Egan อัครราชทูต (Deputy Head of Mission) สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ได้ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษเพื่อแสดงความสนับสนุนต่อการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทย
ในภาคบ่าย ที่ประชุมได้ร่วมอภิปรายในหัวข้อ "ข้อเสนอการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเพื่อยกระดับมาตรฐานสากล" โดยมีวิทยากรจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา, สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.), สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) ดำเนินรายการโดย รศ.ดร.ต่อภัสสร์ ยมนาค ซึ่งที่ประชุมสรุปร่วมกันว่า หัวใจของความสำเร็จในการยกระดับประเทศตามมาตรฐาน OECD คือการทลายการทำงานแบบแยกส่วน (Silo breakdown) การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐ ตลอดจนการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนและภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง