ยอมรับนโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้มีการใช้คุกกี้ (cookie) เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานและเพิ่มความพึงพอใจต่อการได้รับการเสนอข้อมูลและเนื้อหาต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านได้อนุญาตให้เราใช้คุกกี้ตามนโยบายคุกกี้ของเรา

รายละเอียดเพิ่มเติม

ต่อยอด “Rule of Law Index” ภาครัฐ - เอกชน – องค์กรระหว่างประเทศ เสนอแนวทางขยายผลสร้างกรอบการยกระดับหลักนิติธรรมไทย


จากผลคะแนน “Rule of Law Index 2025”  ที่ทำการวัดโดย The World Justice Project ซึ่งประเทศไทยได้คะแนน 0.50 จากคะแนนเต็ม 1 คะแนน อยู่อันดับที่ 77 จาก 143 ประเทศทั่วโลก และยังมีค่าคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก (0.55) และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่ (0.59)

 

Rule of Law Index 2025 ทำการวัดผลผ่านการสำรวจความคิดเห็นของคนในประเทศนั้น ๆ โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญหรือเกี่ยวข้องในด้านกฎหมายที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ และประชาชนทั่วไป ซึ่ง The World Justice Project ได้ทำการสำรวจความเห็นของประชาชนไทยขึ้นใหม่ในรอบ 8 ปี ในปี 2025 จำนวน 1,100 ครัวเรือนทั่วประเทศ พร้อมทั้งจัดทำเป็นรายงานเชิงลึกประเทศไทยนำเสนอร่วมกับสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ผ่านเวที Thailand’s Rule of Law Landscape: Transforming Insights into Impact เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2568

 

อ่านรายงาน: The Rule of Law in Thailand - Key Findings from the WJP GPP 2025 

 

ในเวทีเดียวกันนี้ TIJ ยังได้ชวนผู้ที่จะมีบทบาทสำคัญทั้งผู้แทนภาครัฐอย่าง เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ประธานสมาคมธนาคารไทย และผู้รายงานพิเศษ คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ มาร่วมเสวนาเชิงยุทธศาสตร์ ในหัวข้อ “Realizing the Rule of Law: Strategic Directions to Strengthen Institutional Trust and Effectiveness” เพื่อช่วยกันวิเคราะห์แบบ Zoom In ให้ลึกลงไปถึงรากของปัญหาหลักนิติธรรมไทย นำไปสู่การค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการป่วยนี้ และช่วยให้ทำให้เรารู้ได้ว่า ประเทศไทยจะต้องเขียนใบสั่งยาอะไรบ้าง ถ้าจะยกระดับหลักนิติธรรมให้ดีขึ้น

 

 

 

****

 

 

ผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) นำเสนอข้อมูลของภาคเศรษฐกิจเชื่อมโยงถึงปัญหาของประเทศไทยในด้านหลักนิติธรรมสอดคล้องกับผลการสำรวจ Rule of Law Index ที่ออกมา พร้อมระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า โครงสร้างของประเทศไทยมีความเปราะบางอันเนื่องมาจากปัญหา “คอร์รัปชัน” ซึ่งทำให้ประสิทธิภาพของภาครัฐย่ำแย่ และส่งผลต่อเนื่องไปถึงการประกอบธุรกิจของภาคเอกชน โดยข้อมูลที่หยิบยกขึ้นมาแสดงประกอบด้วย

 

  • ข้อมูลขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทยที่ลดลงมาอย่างต่อเนื่อง
  • ข้อมูลอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่ระบุว่า ประเทศไทยเติบโตต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศคู่เทียบต่าง ๆ รวมทั้งกลุ่มอาเซียน และหากไม่มีการแก้ไขก็จะยิ่งเติบโตต่ำลงไปอีกใน 5 ปีข้างหน้าจากการพยากรณ์ของ IMF
  • ข้อมูลดัชนีชี้วัดคอร์รัปชันขององค์กรความโปร่งใสนานาชาติย้อนตั้งแต่ปี 2012 ที่ไทยอยู่ในจุดที่ย่ำแย่มาตลอดและต่อเนื่อง
  • ข้อมูลจากธนาคารโลก ที่ชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก คือ สูงถึง 48% จึงมีแรงงาน 53% เป็นแรงงานนอกระบบ ในขณะที่มีประชากรที่ยื่นเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 11 ล้านคน แต่มีคนที่เสียภาษีจริงเพียง 4 ล้านคน และมีธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ที่อยู่ในระบบเพียง 28%
  • ข้อมูลโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศไทย ซึ่งบอกว่า ผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีสัดส่วนเป็นเพียง 1% ของผู้ประกอบการในประเทศทั้งหมด กลับสร้างรายได้ถึง 65% ของ GDP แต่ผู้ประกอบการกลุ่มนี้ มีการจ้างงานเพียง 15% ของแรงงานทั้งหมด

 

“ภาคการเมือง เศรษฐกิจ สังคม มีความเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก ดังนั้นสิ่งที่เป็นจุดอ่อน คือ ประสิทธิภาพของรัฐบาล จึงส่งผลต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ ซึ่งหากถามว่า ประสิทธิภาพของรัฐในมิติใดที่เป็นปัญหาอย่างชัดเจน คำตอบคือ การจัดการกับปัญหาคอร์รัปชัน ตั้งแต่ความเป็นประชาธิปไตย ความสามารถในการปรับตัวของภาครัฐที่ยังคงใช้กฎหมายที่ล้าสมัยและใช้กฎหมายที่เปิดโอกาสให้ใช้ดุลพินิจมากเกินไป”

 

“เอกชน มองปัญหาคอร์รัปชันเป็นเรื่องใหญ่มากในวันนี้ และยังเห็นว่า ผลการสำรวจในปัจจัยการคอร์รัปชันของไทยใน Rule of Law Index ได้ตัวเลขออกมา “ดีเกินไป” ด้วยซ้ำ ดังนั้นภาคเอกชนคิดว่า อาจจะต้องทำการสำรวจแบบลงลึกให้เห็นปัญหาที่เป็นรูปธรรมมากขึ้นในขั้นต่อไป” ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าว

 

จากข้อมูลทั้งหมดที่นำเสนอมา ผยง ย้ำว่า การคอร์รัปชัน เป็นปัจจัยที่ทำให้ประเทศไทยเติบโตในอัตราต่ำ และไม่มีแรงดึงดูดให้ต่างชาติมาลงทุนในประเทศไทยเหมือนในอดีต และหากมองย้อนกลับไปดูตัวชี้วัดในด้านอื่น ๆ ของ โลก โดยนำมาเทียบค่าคะแนนหลักนิติธรรมของ ก็จะพบว่า ประเทศที่มีค่าคะแนนหลักนิติธรรมดี จะมีคะแนนดัชนีทางเศรษฐกิจดีไปด้วย เช่นเดียวกับดัชนีด้านความสุข การศึกษา และการมีอายุยืนอย่างมีคุณภาพ

 

 

“ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่า การขาดหลักนิติธรรม ทำให้เกิดการคอร์รัปชัน ส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจ เกิดความเหลื่อมล้ำ ปัญหาปากท้อง ขาดความสามารถทางการแข่งขัน ดังนั้นคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) จึงลุกขึ้นประกาศว่า Zero Corruption กกร.และเพื่อน ไม่ทน โดยมีกรอบที่จำเป็นต้องขับเคลื่อนใน 6 มิติ เพื่อหยุดยั้งการคอร์รัปชัน ตั้งแต่ การปลูกฝังจิตสำนึก การผลักดันให้รัฐมีนโยบายต่อต้านการทุจริตที่ชัดเจน การผลักดันให้รัฐต้องทำระบบริหารความเสี่ยงด้านการทุจริต การใช้เทคโนโลยีและข้อมูลขนาดใหญ่มาวิเคราะห์และตรวจจับการทุจริต ผลักดันให้เกิดการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐต่อสาธารณะ และมีแนวทางการร้องเรียนและคุ้มครองผู้เปิดเผยข้อมูล”

 

ประธานสมาคมธนาคารไทย นำเสนอแนวทางที่ภาคเอกชนกำลังเร่งดำเนินการเพื่อให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากปัญหานี้ โดยระบุว่า ภาคเอกชน กำลังทำความร่วมมือกับทั้งหน่วยงานภาครัฐ และภาควิชาการ ให้จัดทำระบบฐานข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ โต้แย้งได้ยาก และจะพยายามแสวงหาความร่วมมือในการนำเสนอข้อมูลเหล่านี้สู่สาธารณะผ่านสื่อมวลชนเพื่อให้สังคมไทยเห็นปัญหานี้ร่วมกัน ทำให้เกิดแรงกดันทางสังคมให้ฝ่ายการเมืองต้องนำประเด็นการยกระดับหลักนิติธรรมไปบรรจุเป็นนโยบายของรัฐ และเมื่อทุกภาคส่วนมองเห็นปัญหาตรงกันแล้ว จากนั้นก็จะขับเคลื่อนการแก้ปัญหาผ่านกลไกของรัฐได้

 

****

 

 

อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) นำเสนอผ่านมุมมองของคนที่ทำงานเพื่อพัฒนาระบบราชการว่า ผลการสำรวจ Rule of Law Index ช่วยยืนยันให้เห็นปัญหาความล้าสมัยของกฎหมายไทย ซึ่งทำให้หน่วยราชการไม่สามารถส่งเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศได้

 

 

เลขาธิการ ก.พ.ร. อธิบายถึงหลักใหญ่ในการทำงานของระบบราชการว่า เป็นระบบที่ทำงานโดยยึดอำนาจตามกฎหมายเป็นหลัก เพรากฎหมายจะเป็นตัวกำหนดว่า หน่วยงานรัฐแต่ละหน่วยมีภารกิจ บทบาทหน้าที่อะไรที่ต้องทำบ้าง และมีโครงสร้างอย่างไร มีวิธีการทำงานอย่างไร และอีกส่วนหนึ่งคือ บทบาทหน้าที่ของรัฐต่อประชาชน ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่การให้บริการ การกำกับดูแลออกใบอนุมัติอนุญาต การส่งเสริม ไปจนถึงเรื่องการกำหนดนโยบาย ซึ่งต้องทำอยู่ภายใต้กฎหมายทั้งหมด แต่ก็ต้องตั้งคำถามว่า กฎหมายที่เคยใช้ได้ผลดีในอดีต กลายเป็นอุปสรรคในปัจจุบันหรือไม่ และอาจกลายเป็นตัวฉุดรั้งให้ประเทศถดถอยในอนาคตหรือไม่

 

 

“ถ้าถามว่าทำไมภาครัฐต้องทำงานอยู่ภายใต้กฎหมาย เพราะภาครัฐ ถือเป็นสังคมที่ใหญ่มาก จึงต้องการ “ความชัดเจน” ในการทำงาน ภายใต้ความเชื่อว่า ถ้ามีกฎหมายที่ชัดเจนให้ภาครัฐทำงาน ก็จะเกิดเอกภาพและประสิทธิภาพของงานตามมาด้วย ... แต่สิ่งที่อยากจะตั้งเป็นคำถาม คือ ความเป็นเอกภาพและประสิทธิภาพมันเกิดขึ้นจริงมั้ย ... ทำไมรัฐจึงโดนตำหนิอยู่เสมอว่า ทำงานแบบไม่คุยกัน ไม่บูรณาการ ทั้งที่ภาครัฐต่างก็ยืนยันว่า ทำหน้าที่ตามกฎหมาย ... นี่เป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องมาทบทวนว่า กฎหมายที่กำหนดให้หน่วยงานรัฐใช้ในการทำงานมันยังใช้ได้จริงอยู่หรือไม่”

 

“ประเด็น ความเหมาะสมของกฎหมาย ทั้งเหตุผลความจำเป็นของกฎหมายหรือความทันสมัยของกฎหมาย ถือเป็นสิ่งสำคัญมาก ตัวอย่าง คือ การได้รับเรื่องร้องเรียนจากภาคเอกชนจำนวนมากว่า ระบบการอนุมัติ อนุญาตในประเทศไทย เป็นระบบที่ล้าสมัยเต็มทีแล้ว”

 

เลขาธิการ ก.พ.ร. ย้ำว่า หากมองผ่านมิติของการมีหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง ต้องมองว่า เนื้อหาของกฎหมายที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มันสะท้อนหรือตอบโจทย์ความต้องการที่แท้จริงของประเทศหรือไม่ ตอบโจทย์การแก้ปัญหาของสังคมหรือไม่ ดังนั้นการปฏิรูปกฎหมายให้ทันสมัย ตอบโจทย์ความต้องการและแก้จุดอ่อนต่าง ๆ ของประเทศ จึงเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรกที่ประเทศไทยต้องทำ และแม้กฎหมายบางฉบับจะได้รับการปรับปรุงแล้ว ก็กลับมาติดปัญหาที่หน่วยงานไม่ยอมบังคับใช้ให้เกิดประสิทธิภาพ

 

พระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ 2558  ออกมาตั้งแต่ปี 2558 เป็นตัวอย่างที่เลขาธิการ ก.พ.ร. หยิบยกขึ้นมาอธิบาย  โดยระบุว่า ก่อนหน้าจะมี พ.ร.บ.อำนายความสะดวกฯ ประเทศไทยมีกฎหมายที่ให้อำนาจหน่วยงานของรัฐเยอะมากจนไม่แน่ใจว่า เป็นกฎหมายที่ช่วยส่งเสริมหรือดึงประเทศให้ถอยหลังกันแน่ โดยการอนุมัติอนุญาตในประเทศไทยมีประมาณ 2000 กว่าเรื่อง ใบอนุญาตมีประมาณ 2700 ใบ มีกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 226 ฉบับ กฎกระทรวง 585 ฉบับ ประกาศอีก 1870 ฉบับ ดังนั้นกฎหมายฉบับนี้จึงปรับปรุงให้กิจการบางอย่างไม่ต้องขออนุญาตแล้ว ส่วนกิจการที่ยังต้องอนุญาตก็ต้องทำให้เร็วขึ้น หรือกิจการใดที่มีความเสี่ยงต่ำที่จะสร้างผลกระทบ หากปล่อยไว้จนเกินกำหนดเวลาแล้วก็ให้ถือว่าได้รับอนุญาตโดยอัตโนมัติ ... แต่ปัญหา คือ แม้ไทยจะใช้กฎหมายนี้มาหลายปีแล้วก็ยังมีหลายหน่วยงานไม่ปฏิบัติตาม

 

“ดังนั้น สิ่งสำคัญของการสร้างหลักนิติธรรมในหน่วยราชการในมุมมองของ ก.พ.ร. มี 2 ประเด็น คือ 1.ต้องมีกฎหมายที่ใช่ ซึ่งต้องผ่านการรับฟังผู้มีส่วนได้เสียมาอย่างรอบด้านโดยเฉพาะภาคเอกชนหรือคนที่จะได้รับผลกระทบจริงจากกฎหมาย และ 2. ต้องออกกฎหมายที่ได้ใช้ ต้องใช้ได้จริงเหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน ถ้าปฏิรูปกฎหมายได้แบบนี้จึงจะขับเคลื่อนประเทศได้จริง ๆ”

 

****

 

 

ศาสตราจารย์กิตติคุณ วิทิต มันตาภรณ์ ผู้รายงานพิเศษ คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติเจนีวา (UN Special Rapporteur) วิเคราะห์ผลเชิงลึกจาก Rule of Law Index ของประเทศไทย โดยระบุว่า หากจะดูแยกไปตามปัจจัยต่าง ๆ จะต้องดูที่อันดับของประเทศไทยในปัจจัยนั้น ๆ มากกว่าดูค่าคะแนนที่ได้ และเมื่อดูตามอันดับแล้ว ก็จะพบว่า มี 3 ปัจจัยที่ประเทศไทยอบู่ในอันกับที่ต่ำกว่า 100 ของโลก คือ การจำกัดอำนาจรัฐ สิทธิเสรีภาพของประชาชน และการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งสามารถนำไปเทียบกับการทำตัวชี้วัดด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติที่วัดความเข้มแข็งด้านหลักนิติธรรมของประเทศต่าง ๆ ผ่าน 3 ตัวชี้วัด คือ การใช้ความรุนแรงสตรีและเด็ก การคุมขังผู้ถูกกล่าวหาที่ยังอยู่ระหว่างพิจารณาคดี และการระงับข้อพิพาท

 

“ประเด็นความรุนแรงสตรีและเด็ก ในประเทศไทยมีแนวโน้มดีขึ้นในเรื่องเด็ก เพราะมีกฎหมายที่ห้ามตีเด็กในบ้าน แต่ยังคงต้องระวังเรื่องความรุนแรงทางดิจิทัล ส่วนเรื่องความรุนแรงต่อผู้หญิงต้องยอมรับว่ายังไม่ดีขึ้น เพราะยังมีผู้หญิงที่ถูกใช้ความรุนแรงอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่เปิดเผยตัว ... ส่วนการจำคุกผู้ที่ถูกกล่าวหาในระหว่างพิจารณาคดี ปัจจุบัน ประเทศไทยคุมขังคนกลุ่มนี้ถึงประมาณ 8 หมื่นคน จากผู้ต้องขังในเรือนจำทั้งหมดประมาณ 3 แสนคน ซึ่งส่วนใหญ่คือ คดียาเสพติด และมีอีกจำนวนหนึ่งที่ไม่ควรถูกจำคุกเลย คือกลุ่มคนที่มีความเห็นต่างทางการเมือง”

 

ศาสตราจารย์กิตติคุณ วิทิต ยังเสนอว่า ประเทศไทยต้องนำค่าคะแนน Rule of Law Index มาวิเคราะห์ต่อแบบลงลึกมากไปกว่านี้ เพื่อให้เห็นรูปธรรมของปัญหาที่ชัดเจนมากขึ้น และควรเพิ่มการทำแบบสำรวจในอีก 3 ประเด็น คือ ความรับผิดชอบของกลุ่มธุรกิจ สิทธิในการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่ดี และความท้าทายในการใช้ AI

 

ส่วนประเด็นสำคัญในเรื่องการคอร์รัปชันที่มีความกังวลอย่างชัดเจนจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ผู้รายงานพิเศษ คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เห็นด้วยว่าเป็นปัญหาใหญ่ ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องออกแบบระบบขึ้นมาใหมาหลายด้าน เช่น การสร้างจิตสำนึกให้กับเยาวชนผ่านกิจกรรมเพื่อสังคม การพิจารณาคัดเลือกบุคคลมาทำงานสำคัญในระบบราชการจากประวัติหรือผลงานแทนการสอบคัดเลือก การลดจำนวนเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายแต่เพิ่มค่าตอบแทนให้สูงขึ้นสำหรับคนที่เหมาะสม การปรับเปลี่ยนกฎหมายโดยยกเลิกกฎหมายที่เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจ การออกกฎหมายป้องกันการฟ้องปิดปาก และการมีช่องทางให้ภาคประชาชนสามารถทีส่วนร่วมเป็นฝ่ายตรวจสอบการใช้งบประมาณของรัฐมากกว่าที่จะใช้กลไกการตรวจสอบที่มาจากหน่วยงานของรัฐเอง

 

Back
chat