ยอมรับนโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้มีการใช้คุกกี้ (cookie) เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานและเพิ่มความพึงพอใจต่อการได้รับการเสนอข้อมูลและเนื้อหาต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านได้อนุญาตให้เราใช้คุกกี้ตามนโยบายคุกกี้ของเรา

รายละเอียดเพิ่มเติม

ในวันที่ 8 มีนาคมของทุกปี โลกเฉลิมฉลองวันสตรีสากล (International Women's Day) เพื่อยกย่องพลังและศักยภาพของผู้หญิง และรณรงค์สิทธิสตรีในฐานะสิทธิมนุษยชน ดังที่ระบุในตราสารระหว่างประเทศต่าง ๆ เช่น ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (Universal Declaration of Human Rights) และอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติ ในทุกรูปแบบต่อสตรี (Convention on the Elimination of All Forms of Discrimination Against Women - CEDAW) เป็นต้น ซึ่งนานาประเทศต่างยอมรับและบรรจุไว้ในกฎหมายภายในของตน

 

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติยังมีหลายสังคมวัฒนธรรมที่มีทัศนคติต่อผู้หญิงว่าเป็นเพศที่อ่อนแอ ผู้หญิงมักถูกด้อยคุณค่า หรือจำกัดบทบาทในกรอบทางเพศที่ชัดเจนโดยไม่คำนึงถึงศักยภาพหรือความสามารถที่ผู้หญิงมี 

 

มายาคติ หญิงไทยเท่าเทียม

 

ในหลายมิติ สถานะของผู้หญิงในสังคมไทยดูเหมือนจะมีพื้นฐานที่ค่อนข้างเอื้ออำนวย เมื่อเทียบกับบางสังคมที่ยังคงให้คุณค่ากับผู้ชายมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด หลายครอบครัวลูกสาวมิได้ถูกมองว่าเป็นภาระ หากแต่เป็นความภาคภูมิใจและความผูกพันทางอารมณ์ที่ลึกซึ้ง เด็กผู้หญิงจำนวนไม่น้อยเติบโตขึ้นมาในฐานะสมาชิกคนสำคัญของครอบครัว เป็นทั้งความรักของพ่อและเพื่อนที่ดีที่สุดของแม่ ครอบครัวไทยจำนวนมากให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการศึกษาและคุณภาพชีวิตของลูกสาวอย่างจริงจัง และในหลายกรณีอาจทุ่มเทความเอาใจใส่ ดูแลทะนุถนอมและให้ความสะดวกสบายจนบางครั้งอาจจะมากกว่าลูกชายด้วยซ้ำ

 

ข้อมูลการศึกษาสถานะของเพศหญิงในประเทศไทยในปัจจุบัน พบว่าไทยเป็นผู้นำระดับโลกด้านความเท่าเทียมทางการศึกษา โดยไทยอยู่ในอันดับ 1 ของโลก ได้คะแนนเต็ม 1.000 จากรายงาน WEF Global Gender Gap Report 2025 (1) และเด็กหญิงมีอัตราการเข้าเรียนและระดับการศึกษาเฉลี่ยสูงกว่าเด็กชาย แม้ว่าจะยังมีอุปสรรคและความท้าทายสำหรับเด็กหญิงในกลุ่มเปราะบาง เด็กชายขอบอยู่บ้าง(2)

 

ในแวดวงอาชีพ เราก็พบว่าผู้หญิงไทยสามารถเติบโตได้เกือบทุกวงการ จากการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยร่วมกับ The World Economic Forum (WEF) พบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 17 ของโลกด้านการมีส่วนร่วมและโอกาสทางเศรษฐกิจ(3)  ภาคธุรกิจไทยมีสัดส่วนผู้หญิงในตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงถึง 32% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก (27%) และเกือบ 90% ของธุรกิจ มีผู้หญิงอย่างน้อยหนึ่งคนอยู่ในระดับบริหาร(4) แม้ในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ประเทศไทยจะมีผู้หญิงในสภาผู้แทนราษฎรมีเพียง 19.2% และในวุฒิสภามีเพียง 10.4%(5) ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก แต่ในภาคราชการ หน่วยงานส่วนใหญ่มีผู้หญิงที่ขึ้นสู่ตำแหน่งระดับสูงสุดได้ และมีนักการทูตหญิงเป็นผู้แทนของประเทศถึง 66%(6)

 

สถานะของผู้หญิงไทยดูจะได้รับสิทธิและความเสมอภาคในหลายบริบท เมื่อเทียบกับสถานการณ์ผู้หญิงในระดับสากล ทำให้เกิดปรากฏการณ์ “ไม่อิน” กับประเด็นสตรีนิยม แม้ในหมู่ผู้หญิงด้วยกันเอง

 
แต่การที่คนจำนวนมากไม่ได้รู้สึกถึงปัญหา ไม่ได้แปลว่าปัญหานั้นไม่มีอยู่จริง เราจะพบว่าโครงสร้างของสถาบันหลักทั้งหลายมักยึดหลักความเป็นกลางโดยไม่ได้คำนึงถึงความแตกต่างทางเพศภาวะ (gender blind) หลายครั้งส่งผลให้เกิดการกีดกันโดยไม่ตั้งใจ  คำถามสำคัญที่อยากจะชวนคิดวันนี้ จึงไม่ใช่ว่าในประเทศไทย “ผู้หญิงก้าวหน้าไปถึงไหนแล้ว” แต่คือ “ผู้หญิงไทยได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริงหรือยัง”
 
 

ความจริง? ผู้หญิงยังไม่เท่าเทียม หากไม่สามารถเข้าถึงความยุติธรรม

 

การดูแลสมาชิกในสังคมได้อย่างดี ไม่ได้วัดกันเพียงแค่การเปิดโอกาสให้คนทุกเพศก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ แต่คือการดูแลผู้ที่ประสบปัญหาไม่ให้ถูกลืมทิ้งไว้ข้างหลัง  การเข้าถึงความยุติธรรมจึงเป็นประเด็นสำคัญในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ซึ่งสำหรับผู้หญิงแล้วเราอาจจะยังทำได้ไม่ดีนัก 

 

แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายและนโยบายรับรองสิทธิสตรีตามหลักสากล แต่ในทางปฏิบัติ ผู้หญิงยังคงเผชิญกับอุปสรรคเชิงโครงสร้างในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ส่วนหนึ่งเพราะความยุ่งยากซับซ้อนของขั้นตอนทางกฎหมายและระยะเวลาการดำเนินคดีที่ยาวนาน เป็นกำแพงสำคัญที่ทำให้การเข้าถึงสิทธิเป็นเรื่องยากสำหรับทุกคนอยู่แล้ว  แต่การขาดระบบสวัสดิการและตาข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Net) ที่เข้มแข็งในภาพรวมยังเป็นปัญหาเฉพาะเจาะจงที่ซ้ำเติมความยากลำบากของผู้หญิง

 

จากข้อมูลพบว่าผู้หญิงต้องแบกรับภาระงานดูแลที่ไม่ได้ค่าจ้าง (Unpaid care work) มากกว่าผู้ชายถึง 3.2 เท่า(7)  สะท้อนภาระล้นตัวในการดูแลสมาชิกในครอบครัวและการทำงานเลี้ยงชีพไปพร้อมกัน เกิดเป็นข้อจำกัดที่ทำให้พวกเธอขาดโอกาสในการศึกษาข้อมูลเพื่อปกป้องสิทธิตนเอง หรือไม่สามารถสละเวลาเพื่อติดต่อประสานงานในกระบวนการยุติธรรมที่ขาดความยืดหยุ่นได้ ประกอบกับการกลไกช่วยเหลือจากภาครัฐและขาดการเผยแพร่ความรู้ทางกฎหมายที่ออกแบบมาเพื่อผู้หญิง ทำให้ผู้หญิงไม่สามารถพึ่งพาระบบได้อย่างที่ควรจะเป็น 

 

อุปสรรคประการสำคัญยังรวมถึงทัศนคติทางสังคมที่คาดหวังให้ผู้หญิงเป็นผู้เสียสละเพื่อรักษาความสัมพันธ์ในครอบครัว ซึ่งนำไปสู่การกดดันให้ยอมความ หรือการถูกตัดสินจากสังคมเมื่อลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ โดยเฉพาะเมื่อเป็นเรื่องความขัดแย้งในหมู่เครือญาติ ความรุนแรงในครอบครัวและความรุนแรงทางเพศ ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมบางส่วนยังขาดความละเอียดอ่อนทางเพศสภาพ (Gender Sensitivity) ทำให้ผู้ที่ตัดสินใจเข้าสู่กระบวนการอาจไม่ได้รับการคุ้มครองหรือความเข้าใจที่เพียงพอ จนกลายเป็นอีกกำแพงที่ปิดกั้นไม่ให้ผู้หญิงได้รับความยุติธรรมอย่างแท้จริง

 

การขาดแคลนเจ้าหน้าที่หญิง: อุปสรรคสำคัญที่ถูกมองข้าม 

 

ความไม่สมดุลของบุคลากรเพศหญิงและชายในหน่วยงานกระบวนการยุติธรรมเป็นสาเหตุสำคัญอีกประการหนึ่งในการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของผู้หญิง สอดคล้องกับงานวิจัยจากหลายประเทศที่ชี้ชัดว่า สัดส่วนเจ้าหน้าที่หญิงสัมพันธ์กับการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้หญิง(8)  แต่ในประเทศไทย ประเด็นนี้กลับไม่ได้ถูกหยิบยกมาพูดถึงเท่าที่ควร


จริงอยู่ว่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา มีผู้ปฏิบัติงานในกระบวนการยุติธรรมที่เป็นหญิงจำนวนมากเติบโตขึ้นสู่ระดับสูงสุดขององค์กรได้หลายคน ไม่ว่าจะเป็นประธานศาลฎีกาหญิง อัยการสูงสุดหญิง ปลัดกระทรวงยุติธรรมหญิง รวมทั้งสัดส่วนข้าราชการหญิงในระดับต่าง ๆ ก็มีจำนวนไม่น้อย แต่ในองค์กรตำรวจซึ่งอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุดและเป็นด่านแรกที่มีผลต่อการตัดสินใจว่าจะเดินหน้าต่อสู้เรียกร้องสิทธิหรือไม่ จำนวนเจ้าหน้าที่หญิงกลับไม่ได้เติบโตขึ้น และอาจจะลดน้อยลงด้วยเมื่อไม่มีนโยบายรับสมัครนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิงมาตั้งแต่ปี 2562(9) 

 

แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะกำหนดให้คดีความผิดเกี่ยวกับเพศที่ผู้เสียหายเป็นหญิง ต้องใช้พนักงานสอบสวนหญิงเป็นผู้สอบปากคำ แต่ก็ให้ยกเว้นได้กรณีมีเหตุจำเป็น(10) (ซึ่งเหตุจำเป็นหนึ่งคือไม่มีพนักงานสอบสวนหญิงอยู่ขณะนั้น) ยังไม่รวมถึงคดีอื่น ๆ ที่ไม่ใช่คดีทางเพศแต่กระทบความรู้สึกหรือสร้างความอับอายซึ่งทำให้ลำบากใจที่จะให้รายละเอียดกับเจ้าหน้าที่ต่างเพศ  เพราะเมื่อผู้หญิงจำต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมไม่ว่าในสถานะใด จะเป็นผู้เสียหาย ผู้กระทำผิด หรือพยานก็ตาม พวกเธอล้วนอยู่ในสถานการณ์เปราะบางและต้องการความอุ่นใจและความเข้าอกเข้าใจที่เจ้าหน้าที่หญิงอาจมีให้ได้มากกว่า

 

ทั้งนี้ ไม่ใช่ว่าเจ้าหน้าที่ชายจะไม่สามารถดำเนินการอย่างเป็นมืออาชีพและเข้าใจความละเอียดอ่อนทางเพศ แต่บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำควรมีตัวแทนของความหลากหลายที่ใกล้เคียงกับประชากรในสังคม ยกตัวอย่างเช่น ประเทศที่มีความแตกต่างเรื่องเชื้อชาติสีผิว หากเจ้าหน้าที่เกือบทั้งหมดเป็นเชื้อชาติเดียว ก็จะมีคนตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีอคติที่ส่งผลต่อการเลือกปฏิบัติได้ แต่พอมีแต่เพศชายแล้วกลับกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ไม่มีใครตั้งคำถาม      


ลองนึกถึงสถานการณ์จริง เมื่อผู้หญิงไทยไม่ว่าอาชีพหรือตำแหน่งอะไร ยังสามารถถูกตัดสินด้วยอคติทางเพศ ถูกด้อยค่าด้วยคำด่าทอเกี่ยวกับเพศเมื่อมีความคิดหรือพฤติกรรมที่แตกต่าง ถูกโจมตีหน้าตาและการแต่งกายมากกว่าผลงาน ถูกข่มขู่ด้วยความรุนแรงทางเพศเมื่อเกิดความขัดแย้งใด ๆ  แต่การเข้าถึงความยุติธรรมกลับต้องเจอกับเจ้าหน้าที่ชาย ที่แม้จะผ่านการฝึกอบรมความรู้เรื่องความอ่อนไหวทางเพศมากเพียงใด ก็อาจยังลำบากใจเมื่อต้องตอบสนองต่อความเปราะบางของปัญหาที่ผู้หญิงเผชิญอยู่ เนื่องจากในชีวิตจริงพวกเขาส่วนหนึ่งอาจคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมชายล้วนตั้งแต่วัยเรียนจนถึงวัยทำงาน

 

การส่งเสริมแนวคิดกระบวนการยุติธรรมที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (people-centered justice) อาจจะช่วยบรรเทาสถานการณ์โดยเชื่อมช่องว่างระหว่าง “สภาพที่เป็นอยู่” กับ “สิ่งที่ควรจะเป็น” ผ่านการรับฟังเสียงของผู้หญิงในฐานะผู้เผชิญปัญหาโดยตรง การให้คุณค่ากับประสบการณ์ชีวิตจริง และการออกแบบมาตรการตอบสนองที่สอดคล้องกับบริบทความต้องการ จะทำให้การอำนวยความยุติธรรมมีความหมาย เข้าถึงได้ และเป็นธรรมมากยิ่งขึ้นในทางปฏิบัติ

 

ออกจากวิกฤต เพิ่มสัดส่วนผู้หญิงเพื่อสร้างความเป็นธรรม

 

การสร้างกระบวนการยุติธรรมที่มีสัดส่วนของผู้หญิงในทุกระดับสอดคล้องกับภาพรวมของสังคมอาจฟังดูเหมือนไม่ยาก เพียงเพิ่มการรับสมัครบุคลากรเพศหญิงให้มากขึ้น แต่ในความเป็นจริงกลับซับซ้อนกว่านั้น เมื่อโครงสร้างและวัฒนธรรมองค์กรยังคงกดดันให้ผู้หญิงต้องแสดงศักยภาพอย่างโดดเด่นเป็นพิเศษ และพิสูจน์ตนเองอย่างต่อเนื่องเพื่อชดเชยกับช่วงเวลาที่ต้องลาคลอด การเลี้ยงดูบุตร หรือการขาดจากเครือข่ายความสัมพันธ์ที่มักก่อตัวขึ้นในกิจกรรมสังสรรค์หลังเวลางาน การรักษาสัดส่วนของเจ้าหน้าที่หญิงให้เหมาะสมจึงไม่อาจอาศัยเพียงการรับคนเข้าทำงานเพิ่ม แต่ต้องอาศัยการปรับปรุงทั้งเชิงโครงสร้างและเชิงทัศนคติขององค์กรให้มีความละเอียดอ่อนทางเพศมากยิ่งขึ้น

 

อีกประเด็นหนึ่งที่สะท้อนแรงกดดันของวัฒนธรรมองค์กรคือความลังเลของผู้หญิงบางคนในตำแหน่งผู้นำที่จะสนับสนุนประเด็นการเสริมพลังผู้หญิงอย่างเปิดเผย เนื่องจากเกรงว่าจะถูกมองว่าเป็นการ “เลือกข้าง” หรือให้ความสำคัญกับประเด็นเฉพาะกลุ่ม ทั้งที่ในความเป็นจริง การสร้างความละเอียดอ่อนทางเพศสภาพจำเป็นต้องอาศัยการเปลี่ยนแปลงทัศนคติในระดับสถาบันอย่างต่อเนื่อง และต้องการการสนับสนุนจากผู้นำทุกเพศ

 

การเปลี่ยนผ่านทางวัฒนธรรมองค์กรจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและยั่งยืนยิ่งขึ้น เมื่อผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ไม่ว่าเพศชายหรือหญิงประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่าความเท่าเทียมทางเพศเป็นเรื่องของทุกคน เป็นองค์ประกอบของความเสมอภาคและสะท้อนถึงประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของสถาบัน มิใช่เป็นเพียง “ประเด็นของผู้หญิง” เท่านั้น

 

อย่างไรก็ดี  แม้วันหนึ่งกระบวนการยุติธรรมไทยจะสามารถมีเจ้าหน้าที่หญิงเพิ่มมากขึ้นแล้ว สถานการณ์สิทธิความเสมอภาค และการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้หญิงทุกคนก็อาจไม่ได้ดีขึ้นทันตา แต่อาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเห็นผล เพราะการที่ประชาชนกลุ่มใดก็ตามจะเข้ามาพึ่งพากลไกของรัฐนั้น ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นซึ่งเกี่ยวพันกับปัจจัยที่ซับซ้อนจำนวนมาก แต่ภารกิจที่ยากและยาวนานนี้จะคุ้มค่า เพราะมันไม่ใช่เพียงการยกระดับสถานะของผู้หญิง หากแต่คือการยกระดับคุณภาพของกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบให้สามารถดูแลสมาชิกทุกคนในสังคมได้ดีอย่างที่ควรจะเป็น


แนวคิดหลักของวันสตรีสากลปีนี้กำหนดไว้เป็นเรื่อง “Rights. Justice. Action. For ALL Women and Girls แสดงให้เห็นว่านานาประเทศไม่เพียงเฉลิมฉลองโอกาสพิเศษนี้ แต่ยังยกความสำคัญของการรณรงค์เพื่อสิทธิและความยุติธรรมสำหรับผู้หญิงเป็นเรื่องเร่งด่วน การปรับปรุงโครงสร้างของสถาบันทางสังคมที่ไม่เอื้อต่อการเสริมพลังเพื่อความเสมอภาคของผู้หญิงอาจจะฟังดูไกลตัว แต่เราทุกคนก็เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างนั้นเช่นกัน การสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญบางคน หรือโครงการของหน่วยงานใดเพียงลำพัง แต่ด้วยความพยายามและเสียงของทุกคนที่ไม่มองเรื่องนี้เป็นเพียงปัญหาของผู้หญิง แต่คือปัญหาสิทธิมนุษยชนที่กระทบประชากรครึ่งหนึ่งในโลกใบนี้ต่างหากคือพลังที่แท้จริง
 

หมายเหตุ: TIJ ได้เผยแพร่รายงานเรื่อง Women as Justice Makers: Perspectives from Southeast Asia ในปี 2017  เพื่อฉายภาพสถานการณ์บทบาทของผู้หญิงในการขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรม  และปัจจุบันอยู่ระหว่างการจัดทำรายงานสถานการณ์ของประเทศไทย หลังจากหนึ่งทศวรรษผ่านไป

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
(1) The Global Gender Gap Report 2025 (2025), https://www.chula.ac.th/en/news/253258/

(2) Concluding observations on the eighth periodic report of Thailand (2025), https://docs.un.org/en/CEDAW/C/THA/CO/8

(3) Global Gender Gap Report (2025), https://www.nationthailand.com/sustaination/40053633

(4) Women in Business Report 2020: Thailand (2020), https://www.grantthornton.co.th/press-releases/press-release-2020/women-in-business-2020-report2/

(5) Global Data on Nation Parliaments (2019-2024), https://data.ipu.org/parliament/TH/TH-UC01/data-on-women/#:~:text=Table_title:%20Historical%20data%20for%20Percentage%20of%20women,2019%2D05%20%7C%20Percentage%20of%20women:%2010.0%25%20%7C

(6) Ministry of Foreign Affairs, Kingdom of Thailand (2025), https://www.mfa.go.th/en/content/idw2025-en

(7) Gender Wage Gap in Thailand (2023), https://www.worldbank.org/en/country/thailand/brief/thailand-gender-and-inclusion-knowledge-management-notes#:~:text=Despite%20progress%20made%20towards%20gender,have%20had%20a%20slower%20recovery

(8) Women in Law Enforcement in the ASEAN Region (2023), https://asiapacific.unwomen.org/en/digital-library/publications/2020/08/women-in-law-enforcement-in-the-asean-region

(9) ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ระบุว่ามีนโยบายรับนักเรียนนายร้อยตำรวจหญิงระหว่างปีการศึกษา 2553 - 2562 และหยุดดำเนินการไปหลังจากนั้น

(10) มาตรา ๑๓๓ วรรคสี่  ในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ การถามปากคําผู้เสียหายซึ่งเป็นหญิง ให้พนักงาน สอบสวนซึ่งเป็นหญิงเป็นผู้สอบสวน เว้นแต่ผู้เสียหายนั้นยินยอมหรือมีเหตุจําเป็นอย่างอื่น และให้บันทึกความยินยอมหรือเหตุจําเป็นนั้นไว้ ทั้งนี้ ผู้เสียหายจะขอให้บุคคลใดอยู่ร่วมในการถามปากคํานั้นด้วยก็ได้

 

 
Back
chat