“การสร้างระบบนิเวศ ไม่ได้เริ่มต้นจากการมีคำตอบที่ดีที่สุด แต่เริ่มต้นจากการมีพื้นที่ที่ผู้คนกล้าตั้งคำถามเดียวกัน และเชื่อว่าคำตอบที่ดีกว่าจะเกิดขึ้นได้ หากเราเรียนรู้และลงมือทำไปด้วยกัน”
ดร.อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ รองผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กล่าวในพิธีเปิดการประชุมวิชาการด้านวิทยาการอาชญากรรม ครั้งที่ 1: การสร้างระบบนิเวศด้านวิทยาการอาชญากรรม และนวัตกรรมกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย วันที่ 5 สิงหาคม 2569 ที่ห้องประชุม Conference Hall สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย


รองผู้อำนวยการ TIJ กล่าวถึงสถานการณ์โลกในวันนี้ว่าภัยอาชญากรรมมีความซับซ้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่อาชญากรรมไซเบอร์ อาชญากรรมทางการเงิน ไปจนถึงความรุนแรงในครอบครัว อาชญากรรมเหล่านี้มีมูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจ ที่คิดเป็นมูลค่าสูงถึง 9.7 แสนล้านบาท หรือราวร้อยละ 5.6 ของ GDP จากรายงานที่ TIJ ร่วมจัดทำกับ OECD ข้อมูลนี้ยืนยันว่าอาชญากรรมไม่ใช่แค่เรื่องของกระบวนการยุติธรรม แต่เป็นต้นทุนการพัฒนาประเทศ
ยิ่งไปกว่านั้น หลายประเทศทั่วโลกยังพบปัญหาเดียวกันคือความถดถอยของหลักนิติธรรม โดยจากการจัดอันดับของ World Justice Project ในปี 2568 ประเทศไทยได้คะแนนอยู่อันดับที่ 77 จาก 144 ประเทศ สะท้อนถึงความเสียหายเชิงโครงสร้าง ที่กำลังส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง
“การสร้างความยุติธรรมที่ดีกว่าในอนาคตจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากเรายังทำงานแบบเดิมและต่างคนต่างทำ” ดร.อณูวรรณ กล่าวย้ำถึงแนวคิดที่ TIJ เชื่อมั่น และนำมาสู่การส่งเสริมการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงผู้ปฏิบัติงาน นักวิชาการ ผู้กำหนดนโยบาย และนักนวัตกรรมให้มาร่วมกันแก้ปัญหาด้วยแนวคิด People-Centered Justice โดยการทำให้กระบวนการยุติธรรมสามารถสนองตอบความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง
“TIJ พร้อมจะเป็นพื้นที่กลางเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน โดยมีเป้าหมายสูงสุดของวิทยาการอาชญากรรม ที่ไม่ใช่เพียงแค่การทำความเข้าใจอาชญากรรม แต่คือการร่วมกันสร้างสังคมที่ปลอดภัย เป็นธรรม และคืนความเชื่อมั่นที่ยั่งยืนให้กับประชาชนทุกคน”
เปิดศูนย์กลางทางวิชาการด้านอาชญากรรมครั้งแรก


การประชุมวิชาการด้านวิทยาการอาชญากรรม ครั้งที่ 1: การสร้างระบบนิเวศด้านวิทยาการอาชญากรรม และนวัตกรรมกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย จัดขึ้นด้วยความร่วมมือระหว่าง สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โรงเรียนนายร้อยตำรวจ และ TIJ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ พลตำรวจตรี ดร.ชัชนันท์ ลีระเติมพงษ์ รองผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยตำรวจ กล่าวรายงาน



นอกจากนี้ ผู้แทนจาก วช. และโรงเรียนนายร้อยตำรวจยังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามหนังสือแสดงเจตจำนงแสดงความร่วมมือด้านวิทยาการอาชญากรรมและนวัตกรรมกระบวนการยุติธรรม ระหว่างศูนย์วิทยาการอาชญากรรม โรงเรียนนายร้อยตำรวจ (ได้รับทุนสนับสนุนโดย วช.) โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พันตำรวจเอก ดร.พิพัฒน์ จันทร์รวม โรงเรียนนายร้อยตำรวจ หลักสูตรอาชญาวิทยาและงานยุติธรรม โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อุนิษา เลิศโตมรสกุล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และหลักสูตรนโยบายและการบริหารงานยุติธรรม โดย รองศาสตราจารย์ ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนางานวิจัยและการประยุกต์ใช้ผลงานวิจัยในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมของประเทศ
เสวนาประเดิมเพื่อการสร้างระบบนิเวศพัฒนากระบวนการยุติธรรม
การประชุมในครั้งนี้ยังประกอบด้วยการบรรยายพิเศษจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งในและต่างประเทศ ในประเด็นที่น่าสนใจ ได้แก่ การบรรยาย หัวข้อ “From Research to Real-World Impact: Translating Crime Science into Practice and Innovation” โดย Assistant Professor Youngsub LEE จาก City University of Hong Kong การบรรยาย หัวข้อ “Crime Science and Security Innovation: R&D for the Future of Public Safety” โดย คุณปกรณ์ ทองจีน บริษัท ซีเคียวริตี้ พิทช์ จำกัด


รวมไปถึงการเสวนาเรื่อง “การสร้างระบบนิเวศด้านวิทยาการอาชญากรรมและนวัตกรรมกระบวนการยุติธรรม” โดย นางสาวโสมนัส เจือศรีกุล ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาบุคลากรเพื่อการยุติธรรม (TIJ Academy) ดร.ปรเมศวร์ กุมารบุญ สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) รองศาสตราจารย์ ดร.อัจฉรา ชลายนนาวิน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายวิสิษฐ์ศักดิ์ สิงห์ขันธ์ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และดำเนินรายการ โดย พันตำรวจโท เสกสิน สีมาพลกุล เลขานุการศูนย์วิทยาการอาชญากรรม ซึ่งผู้ร่วมเสวนาได้ร่วมแลกเปลี่ยนถึงแนวทางในการสร้างระบบนิเวศเพื่อการนำงานวิจัยไปใช้พัฒนากระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นรูปธรรม
“จากประสบการณ์ของ TIJ เราพบว่าข้อท้าทายสำคัญในการออกแบบนวัตกรรมเชิงนโยบายเพื่อยกระดับกระบวนการยุติธรรม คือการนำงานวิจัยหรือองค์ความรู้ไปสู่การปฏิบัติ” นางสาวโสมนัส กล่าว โดยร่วมตั้งข้อสังเกตว่า เป้าหมายของนวัตกรรมนั้น คือการสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบรัฐ เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และการขับเคลื่อนการทำงานให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์และพันธกิจองค์กร อย่างไรก็ดี นวัตกรควรให้ความสำคัญกับการรับฟังความต้องการที่แท้จริงของผู้รับบริการ ซึ่งหมายรวมถึงเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องด้วย การคิดถึงผลกระทบทั้งระดับจุลภาคและมหภาค การวิเคราะห์ให้เห็นสาเหตุที่แท้จริงของปัญหา และการกำหนดเป้าหมายร่วมผ่านการประเมินสถานการณ์และบริบทอย่างรอบด้าน

นอกจากนี้ กระบวนการออกแบบและยกระดับนวัตกรรมให้เกิดผลเป็นนโยบายที่ประสบความสำเร็จได้นั้น จำเป็นต้องมีการออกแบบกระบวนการดึงผู้เกี่ยวข้องทุกภาคส่วนเข้าทำความเข้าใจ คิดร่วมทำ และรับฟังความเห็นตั้งแต่ต้น เนื่องจากผลที่ได้จากงานวิจัยเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ดังนั้นการที่มีศูนย์รวมงานวิจัยด้านอาชญากรรมจึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการออกแบบนวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหากระบวนการยุติธรรมของไทย
“ข้อคิดสำหรับการยกระดับนวัตกรรมให้สามารถฝังตัวอยู่ในระบบได้อย่างยั่งยืนนั้น นวัตกรรมดังกล่าวจะต้องเชื่อมโยงกับพันธกิจและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ควรคำนึงถึงความสมดุลระหว่างอิสระในการทำงานกับความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ และนวัตกรควรเริ่มต้นจากจุดแข็งที่มีอยู่และชัยชนะเล็ก ๆ เพื่อสร้างแรงส่งไปสู่การสร้างนวัตกรรมที่เป็นระบบต่อไป” นางสาวโสมนัส กล่าวทิ้งท้าย
มาตรฐาน ICCS สู่มาตรฐานสถิติการฉ้อโกงทางเทคโนโลยี - ชัยชนะเล็ก ๆ ในการใช้สถิติเพื่อแก้ปัญหาอาชญากรรม


จากนั้นในการจัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ TIJ ได้รับเกียรติร่วมจัดกิจกรรมเวทีเสวนา ICCS Showcase เพื่อการนำผลงานมาตรฐานระหว่างประเทศว่าด้วยการจำแนกประเภทอาชญากรรมเพื่อประโยชน์ทางสถิติ หรือ ICCS ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย โดยผู้แทนจาก TIJ นางสาวสุดารักษ์ สุวรรณานนท์ ผู้ชำนาญการด้านการพัฒนาเนื้อหาและการสื่อสารสาธารณะ ร่วมเป็นวิทยากรเปิดเวทีเสวนาถึงความเป็นมาและความสำคัญของมาตรฐาน ICCS และการนำมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย และนางสาวศุภาพิชญ์ มณีนาค เจ้าหน้าที่ประสานงานโครงการ ร่วมดำเนินรายการ

กิจกรรมในครั้งนี้ ผู้แทนจากกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) สำนักงานสถิติแห่งชาติ และสถาบันพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนถึงความสำเร็จในการจัดทำ “มาตรฐานสถิติการฉ้อโกงทางเทคโนโลยี” อันเป็นมาตรฐานใหม่เพื่อการเก็บข้อมูลด้านการฉ้อโกงทางเทคโนโลยีที่จะกลายเป็นมาตรฐานกลางที่หน่วยงานภาครัฐสามารถนำไปเชื่อมโยงกันได้ ในขณะที่ภาคเอกชนและประชาสังคมจะได้รับประโยชน์จากการมีข้อมูลที่ตรงกันในการแลกเปลี่ยนกับภาครัฐ ทำให้สามารถวิเคราะห์แนวโน้ม ประเมินความเสี่ยง และบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยปัจจุบันมาตรฐานดังกล่าวอยู่ระหว่างการนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ
นอกจากนี้ ผู้ร่วมเสวนายังได้กล่าวถึงความท้าทาย สถานการณ์ปัจจุบัน พัฒนาการและความคาดหวังในอนาคตในการนำมาตรฐาน ICCS ไปใช้ในการปฏิบัติงานจริงของ CIB และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รวมทั้งประโยชน์ที่สังคมจะได้รับเมื่อมีการนำมาตรฐาน ICCS ไปใช้อย่างเป็นระบบในวงกว้างด้วย

นอกจากกิจกรรมเสวนา ICCS Showcase แล้ว ยังมีกิจกรรมเชิงปฏิบัติการที่น่าสนใจอีก 2 หัวข้อ ได้แก่ กิจกรรมสาธิตนวัตกรรมการเรียนรู้ด้านการรู้เท่าทันอาชญากรรมไซเบอร์ ผ่านการเรียนรู้รูปแบบและกลไกของอาชญากรรมออนไลน์ด้วยสถานการณ์จำลอง และวิเคราะห์ปัจจัยการเกิดอาชญากรรมด้วยแนวคิด Crime Triangle และ กิจกรรมปฏิบัติการนวัตกรเมืองปลอดภัย (Safe City Innovator Workshop) วิเคราะห์ปัญหาความปลอดภัยในพื้นที่เมืองผ่านมุมมองผู้ใช้งานกลุ่มต่าง ๆ การระบุปัจจัยเสี่ยงและโอกาสในการป้องกันอาชญากรรม และร่วมพัฒนาแนวคิดนวัตกรรมและมาตรการป้องกันอาชญากรรมระดับพื้นที่

