สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) และ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมจัดงาน A Legacy of Justice and Compassion: Commemorative Event Honouring the Life and Enduring Contributions of Her Royal Highness Princess Bajrakitiyabha Narendiradebyavati Kromluangrajasarinisiribajra Mahavajrarajadhita เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ณ ห้อง Conference Room ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ ถนนราชดำเนินนอก กรุงเทพฯ

การจัดงานในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมงานจากประชาคมระหว่างประเทศมากกว่า 250 คน จาก 17 ประเทศ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณและพระปณิธานด้านความยุติธรรมของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ในการทรงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ ด้านการส่งเสริมความร่วมมือในกรอบพหุภาคีด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา รวมถึงการช่วยเหลือผู้เปราะบางในกระบวนการยุติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังทรงดำรงตำแหน่งทูตสันถวไมตรีของ (UNODC) ด้านการส่งเสริมหลักนิติธรรมและระบบยุติธรรมทางอาญาสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 เป็นต้นมา หลักคิดและพระกรณียกิจของพระองค์ยังคงเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ปฏิบัติงานในด้านการเสริมสร้างหลักนิติธรรม กระบวนการยุติธรรม และการปกป้องคุ้มครองสิทธิมนุษยชนสืบไป
รำลึกพระกรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

ในโอกาสนี้ ผู้แทนจากองค์การสหประชาชาติ รัฐบาลประเทศต่าง ๆ องค์กรระหว่างประเทศ และผู้ปฏิบัติงานด้านกระบวนการยุติธรรมได้ร่วมกันกล่าวถ้อยแถลง นำโดย Mr. Shombi Sharp, Deputy Executive Secretary, United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific (ESCAP) และ Ms. Delphine Schantz, UNODC Regional Representative for Southeast Asia and the Pacific ร่วมกล่าวต้อนรับ

Mr. Shombi Sharp, Deputy Executive Secretary, United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific (ESCAP) คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) กล่าวยกย่องสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ว่า ทรงเป็นนักกฎหมาย นักการทูต นักมนุษยธรรม ผู้ทรงอุทิศพระองค์เพื่อความยุติธรรม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และความเมตตากรุณา โดยพระวิสัยทัศน์และพระกรณียกิจของพระองค์ได้สร้างคุณูปการอย่างยั่งยืนต่อประเทศไทย ภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก ตลอดจนประชาคมระหว่างประเทศ ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมหลักนิติธรรม ความร่วมมือพหุภาคี และการผลักดันวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะการมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาข้อกำหนดกรุงเทพ (Bangkok Rules) และการส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 16 ว่าด้วยสันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง
“สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ทรงเชื่อมั่นเสมอว่า ความยุติธรรมมิใช่เพียงเรื่องของกฎหมายหรือสถาบัน หากแต่คือการคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การเปิดโอกาสให้ทุกคน และการร่วมกันทำให้ไม่มีผู้ใดถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ตลอดพระชนมชีพ พระองค์ทรงย้ำเตือนพวกเราว่า ความยุติธรรมจะต้องดำเนินควบคู่ไปกับความเมตตาและความเข้าอกเข้าใจ เพราะความยุติธรรมมิได้สิ้นสุดลงเมื่อมีคำพิพากษา หากยังต้องดำเนินต่อไปผ่านการฟื้นฟู การสร้างโอกาส และการคืนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ให้แก่ผู้คน”
ในตอนท้าย Mr. Shombi กล่าวว่า แม้หลายคนจะเคยมีโอกาสถวายงานหรือร่วมงานกับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ขณะที่อีกหลายคนอาจรู้จักพระองค์ผ่านพระกรณียกิจและคุณูปการที่ทรงสร้างไว้ แต่พระปณิธานของพระองค์ได้สร้างแรงบันดาลใจแก่ทุกคนอย่างเสมอภาค พร้อมยืนยันว่า ESCAP จะร่วมกับรัฐบาลไทย องค์การสหประชาชาติ และประชาคมระหว่างประเทศ สืบสานอุดมการณ์ด้านความยุติธรรม ความเมตตา และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ซึ่งพระองค์ทรงยึดมั่นและทรงอุทิศพระองค์ตลอดพระชนมชีพ

Ms. Delphine Schantz, UNODC Regional Representative for Southeast Asia and the Pacific กล่าวแสดงความอาลัยและรำลึกถึงสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ โดยยกย่องพระองค์ในฐานะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ด้านความยุติธรรม ผู้มีบทบาทสำคัญในการยกระดับมาตรฐานสากลด้านกระบวนการยุติธรรมทางอาญา โดยเฉพาะการผลักดันข้อกำหนดกรุงเทพ (Bangkok Rules) ตลอดจนการส่งเสริมหลักนิติธรรมผ่านบทบาทในเวทีสหประชาชาติ ทั้งในฐานะผู้แทนถาวรแห่งประเทศไทย ณ กรุงเวียนนา ประธานและรองประธานคณะกรรมาธิการสำคัญของสหประชาชาติ และทูตสันถวไมตรีของ UNODC ด้านหลักนิติธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
“สิ่งที่ทำให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ทรงโดดเด่นอย่างแท้จริง มิใช่เพียงภาวะผู้นำ หากแต่คือพระปรีชาสามารถในการทอดพระเนตรเห็นความเป็นมนุษย์ที่อยู่เบื้องหลังนโยบาย ทุกสถาบัน และทุกบทกฎหมาย พระองค์ทรงทำให้ทุกคนรู้สึกว่าตนได้รับการรับฟัง ได้รับคุณค่า และได้รับแรงบันดาลใจที่จะทำสิ่งที่ดียิ่งขึ้น”
Ms. Delphine กล่าวทิ้งท้ายว่า มรดกของพระองค์มิได้ดำรงอยู่เพียงในมาตรฐานสากล มติของสหประชาชาติ หรือสถาบันต่าง ๆ หากยังดำรงอยู่ในชีวิตของผู้คนที่ได้รับโอกาสใหม่ ผู้หญิงที่ได้รับการปฏิบัติด้วยศักดิ์ศรี ความหวังที่ได้รับการฟื้นคืน และในคุณค่าที่พระองค์ทรงยึดมั่น ได้แก่ ความเมตตากรุณา ความเป็นธรรม ความกล้าหาญ และการอุทิศตนเพื่อผู้อื่น หนทางที่ดีที่สุดในการถวายความรำลึกถึงพระองค์ คือการร่วมกันสืบสานงานที่พระองค์ทรงริเริ่ม เพราะแม้พระสุรเสียงของพระองค์จะมิได้อยู่กับพวกเราอีกต่อไป แต่พระวิสัยทัศน์ พระปณิธาน และพระกรณียกิจ จะยังคงเป็นแสงส่องนำทางแก่คนรุ่นต่อ ๆ ไป

จากนั้น ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกล่าวถ้อยแถลงพิเศษ
“หลายคนรู้จักสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ผ่านข้อกำหนดกรุงเทพ (Bangkok Rules) โครงการกำลังใจ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (Thailand Institute of Justice) และพระกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติร่วมกับองค์การสหประชาชาติ แต่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมดนั้น มีสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นคือวิธีที่พระองค์ทรงมองผู้คน...”
ประธานกรรมการ TIJ กล่าวเพิ่มเติมว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ทรงมีพระปรีชาสามารถเป็นพิเศษในการเชื่อมโยงหลักนิติธรรมเข้ากับวิถีชีวิตของผู้คน ความยุติธรรมเข้ากับการพัฒนา ประสบการณ์ในระดับท้องถิ่นเข้ากับหลักการสากล ตลอดจนความทุกข์ยากของปัจเจกบุคคลเข้ากับความรับผิดชอบร่วมกันของประชาคมโลก นอกจากนี้ ทรงมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทั้งในด้านกฎหมาย องค์การสหประชาชาติ และศักยภาพของความร่วมมือระหว่างประเทศในการส่งเสริมสันติภาพ ความยุติธรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืน
“ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ทรงเข้าใจผู้คนอย่างแท้จริง พระองค์ไม่เคยทรงปล่อยให้ภาษาของนโยบายหรือหลักการบดบังมิติความเป็นมนุษย์ในประเด็นนั้นๆ สำหรับพระองค์ ความยุติธรรมจะต้องคงไว้ซึ่งความเป็นมนุษย์เสมอ พระองค์ทรงทำให้ความยุติธรรมมีใบหน้าและหัวใจของความเป็นมนุษย์ และพระองค์ยังทรงฝากความรับผิดชอบไว้แก่พวกเราทุกคน เพื่อร่วมกันสืบสานพระปณิธานและพระกรณียกิจที่ทรงริเริ่มไว้” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. กิตติพงษ์ กล่าวสรุป
ปาฐกถาพิเศษได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, นายศรัณย์ เจริญสุวรรณ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ, นางสาวอภิพร จันทพันธ์ อธิบดีอัยการภาค 9 สำนักงานอัยการสูงสุด, H.E. Mrs. Katharina Wieser, Ambassador of the Republic of Austria to the Kingdom of Thailand, H.E. Mrs. Lucy Kiruthu, Ambassador of Kenya to the Kingdom of Thailand, Mr. Naoki Sugano, Deputy Director, United Nations Asia and Far East Institute for the Prevention of Crime and the Treatment of Offenders (UNAFEI) และ Ms. Monica Juma, UNODC Executive Director ร่วมกล่าว

“พระกรณียกิจของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในหลายมิติ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พระองค์ทรงทําให้เราเห็นว่า กระบวนการยุติธรรมมิได้มีหน้าที่เพียงบังคับใช้กฎหมาย แต่ยังมีหน้าที่สร้างโอกาส และคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบาง” ฯพณฯ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
รัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม กล่าวต่อด้วยว่า พระดำริของพระองค์นำไปสู่การผลักดันข้อกำหนดกรุงเทพ มาตรฐานสากลที่ช่วยยกระดับการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงทั่วโลก และเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนากฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติของหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังทรงเป็นผู้ผลักดันให้มีกระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์ต้นแบบและมาตรการเชิงปฏิบัติของสหประชาชาติว่าด้วยการขจัดความรุนแรงต่อเด็กในด้านการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญา กระทั่งนำไปสู่การริเริ่มโครงการจำนวนมากที่มุ่งเน้นการฟื้นฟูเด็กและเยาวชน ทั้งยังทรงห่วงใยไปถึงประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ห่างไกลและมีความเสี่ยงต่อปัญหายาเสพติด ด้วยทรงเชื่อว่าการป้องกันอาชญากรรมและยาเสพติดอย่างยั่งยืน ต้องเสริมสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการพัฒนาชุมชนควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายด้วย
“พระกรณียกิจของพระองค์เป็นคุณูปการอันใหญ่หลวงแก่ปวงชนชาวไทยและนานาประเทศในด้านกระบวนการยุติธรรมและจะทรงสถิตอยู่ในดวงใจของปวงชนตราบนิจนิรันดร์” ฯพณฯ พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าว



ด้าน ผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ คณะผู้แทนทางการทูต และองค์การระหว่างประเทศต่างร่วมถวายความรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณและคุณูปการจากพระดำริและหลักการทรงงานของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ในด้านความยุติธรรม การทูต และความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเน้นย้ำถึงบทบาทผู้นำของพระองค์ในการส่งเสริมหลักนิติธรรม การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการเสริมสร้างความร่วมมือพหุภาคีผ่านพระกรณียกิจในเวทีองค์การสหประชาชาติและเวทีระหว่างประเทศต่าง ๆ พร้อมสะท้อนให้เห็นว่า พระวิสัยทัศน์ของพระองค์ นอกจากในด้านการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมแล้ว ยังทรงให้ความสำคัญกับความเมตตา การฟื้นฟู และการคุ้มครองผู้ที่อยู่ในสถานการณ์เปราะบาง โดยทรงยึดมั่นในหลักของการมีมนุษย์เป็นศูนย์กลางของความยุติธรรม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ประชาคมนานาชาติร่วมเทิดพระเกียรติ

ต่อมาเป็นห้วงเวลาแห่งการเทิดพระเกียรติและสดุดีพระกรณียกิจ โดยมีการกล่าวถ้อยแถลงของบุคคลผู้มีประสบการณ์ถวายงานอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมผลักดันหลักคิดและพระดำริสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมทั่วโลก ในหัวข้อ Creating Opportunities, Social Inclusion, and Sustainable Development และ Protecting and Supporting People in Vulnerable Situations ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้แทนองค์กรนานาชาติ อาทิ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP), UNICEF, UN Women, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา, สถาบัน HEUNI (หนึ่งในเครือข่ายสถาบันสมทบ UN-PNIs), มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง, California State University, มูลนิธิชีวามิตร, กองทุนเพื่อนหลังกำแพง, บ้านกาญจนาภิเษก, สำนักงานอัยการสูงสุด, โครงการ Bounce Be Good (BBG) โครงการในพระดำริ และผู้แต่งหนังสือ “I Am Eri”


ผู้ร่วมกล่าวถ้อยแถลงต่างให้คำมั่นในการสานต่อพระปณิธานและพระกรณียกิจของพระองค์ ซึ่งจะยังคงเป็นแรงบันดาลใจแก่รัฐบาล องค์การระหว่างประเทศ และผู้ปฏิบัติงานด้านกระบวนการยุติธรรมทั่วโลก ผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศและความมุ่งมั่นร่วมกันในการสร้างสังคมที่มีความยุติธรรม ครอบคลุม และตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ยิ่งขึ้น
สืบสานพระปณิธานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

ในช่วงท้ายของการกล่าวปาฐกถา ดร. พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กล่าวปิดว่า แม้ผู้เข้าร่วมงานแต่ละคนจะมีความทรงจำที่แตกต่างกันเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ แต่ทุกคนล้วนกำลังรำลึกถึงบุคคลคนเดียวกัน คือผู้ที่ทรงศรัทธาอย่างแน่วแน่ทั้งในคุณค่าของความยุติธรรมและในศักยภาพของผู้คน พร้อมทั้งทรงตระหนักว่า ผู้ที่อุทิศตนเพื่อดูแลและช่วยเหลือผู้อื่น ก็ล้วนต้องการผู้ที่เชื่อมั่นและให้กำลังใจพวกเขาเช่นเดียวกัน
“ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเราต่างทำงานเพื่อสนับสนุนผู้อื่น แต่ในเวลาเดียวกัน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ ต่างหากที่ทรงเป็นผู้ประทานกำลังใจ ความเชื่อมั่น และแรงบันดาลใจแก่พวกเรา พระองค์ทรงทำให้ผู้คนรู้สึกว่างานของตนมีคุณค่า และทรงทำให้พวกเขาเชื่อมั่นว่าตนสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากกว่าที่คิด”
ดร. พิเศษ กล่าวว่า สำหรับตนเอง สิ่งนี้มิใช่เพียงความเมตตากรุณา หากแต่เป็นภาวะผู้นำที่แท้จริง และสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจอันลึกซึ้งของพระองค์ต่อความหมายของความยุติธรรม
“เราจะมิได้พกพาไปเพียงความทรงจำเกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้าลูกเธอฯ หากยังรวมถึงแบบอย่างที่พระองค์ทรงวางไว้ นั่นคือ การเป็นผู้นำด้วยความเข้าอกเข้าใจ การไม่หลงลืมว่าหลังนโยบายทุกประการล้วนมีผู้คนเป็นศูนย์กลาง และการส่งเสริมให้กำลังใจผู้ที่อุทิศตนเพื่อรับใช้และดูแลผู้อื่น เพื่อร่วมกันสืบสานพระราชปณิธานและพระกรณียกิจที่พระองค์ทรงริเริ่มให้ดำรงอยู่และเกิดผลอย่างยั่งยืนต่อไป” ดร. พิเศษ กล่าว
งาน A Legacy of Justice and Compassion: Commemorative Event Honouring the Life and Enduring Contributions of Her Royal Highness Princess Bajrakitiyabha Narendiradebyavati Kromluangrajasarinisiribajra Mahavajrarajadhita มิได้เป็นเพียงแค่การสะท้อนถึงการสูญเสียครั้งสำคัญของประชาชนชาวไทยและประชาคมด้านการยุติธรรมในระดับโลก หากยังเป็นโอกาสให้ทั่วโลกได้ตระหนักถึงความสำคัญของพระกรณียกิจ และพร้อมที่จะร่วมกันสืบสานคุณค่าและหลักคิดของพระองค์เพื่อพัฒนากระบวนการยุติธรรมทั้งในประเทศไทยและในประชาคมระหว่างประเทศต่อไป
รับชมภาพเพิ่มเติมได้ที่นี่ Facebook: TIJThailand