ยอมรับนโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้มีการใช้คุกกี้ (cookie) เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานและเพิ่มความพึงพอใจต่อการได้รับการเสนอข้อมูลและเนื้อหาต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านได้อนุญาตให้เราใช้คุกกี้ตามนโยบายคุกกี้ของเรา

รายละเอียดเพิ่มเติม

จากสองบทความที่ผ่านมา เราได้เห็นแล้วว่า RJ แตกต่างจากกระบวนการยุติธรรมดั้งเดิมอย่างไร และทำไมโรงเรียนจึงควรนำมาใช้ บทความนี้จะลงลึกในขั้นตอนและเครื่องมือของ RJ โดยใช้กรณีศึกษาจากเหตุการณ์จริงเป็นตัวนำ เพื่อให้เห็นว่า ในทางปฏิบัติ กระบวนการ RJ ดำเนินไปอย่างไร และต้องใช้ทักษะอะไรบ้าง

 

Case:

 

พลีส เป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ของโรงเรียนแห่งหนึ่ง หลังจากมีเรื่องผิดใจกับครูเอลลี่ในห้องเรียน ได้โพสต์ข้อความต่อว่าครูด้วยถ้อยคำที่รุนแรง เมื่อครูได้เห็นจึงโกรธมากและนำไปเล่าให้ครูคนอื่นฟัง เพื่อให้ช่วยจัดการปัญหานี้ พร้อมกล่าวว่าจะฟ้องดำเนินคดีทางกฎหมายกับพลีสให้ถึงที่สุด เมื่อถึงชั่วโมงที่ครูต้องเข้าสอน ก็มักจะมีการแสดงอารมณ์ไม่พอใจพลีสอยู่เสมอ

 

ในกรณีนี้ หากนำกระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยา (Restorative Justice – RJ) มาใช้จะทำให้เกิดผลอย่างไร?

 

***

ความขัดแย้งในโรงเรียนมักเกิดจากความพยายามทำให้เห็นว่าตนเองมีอำนาจเหนือกว่า ไม่ว่าจะเป็นการข่มขู่ ว่ากล่าว ทำร้ายร่างกาย การกลั่นแกล้ง ซึ่งเป็นกรณีที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการนำ RJ มาใช้ สถานการณ์นี้เห็นว่าคู่ขัดแย้งฝ่ายหนึ่งเป็นครู อีกฝ่ายหนึ่งเป็นนักเรียน ครูจึงใช้อำนาจของความเป็นครู ในการกดดันนักเรียนซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไม่สมดุลของอำนาจระหว่างคู่กรณี (power imbalance) แม้ว่านักเรียนจะเป็นฝ่ายที่มีส่วนผิดก็ตาม

 

 

อย่างไรก็ดี จากโครงการ RJ in Schools Sandbox แนวคิดของกระบวนการ RJ ถูกนำไปใช้ในโรงเรียนในสังกัดของกรุงเทพมหานคร ภายใต้ความร่วมมือกับสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และภาคีเครือข่าย นำมาสู่ข้อสรุปของแนวทางการใช้ RJ ว่าสาระสำคัญนั้นอยู่ที่การ "เสริมพลัง" (Empower) ให้ผู้เข้าร่วมกระบวนการทุกฝ่ายสามารถแสดงความต้องการของตนเองได้อย่างอิสระและปลอดภัย และตั้งอยู่บนความสมัครใจและยินยอมของทุกฝ่าย

 

 

ที่สำคัญ ก่อนเริ่มกระบวนการฟื้นฟูเยียวยาไม่ว่าจะเป็นบริบทในโรงเรียนหรือนอกโรงเรียน จำเป็นอย่างยิ่งที่ทุกฝ่ายจะต้องได้รับทราบข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้อง เพื่อให้เข้าใจว่าเมื่อเข้าสู่กระบวนการแล้วจะต้องพบเจอกับขั้นตอนใดบ้าง และเป้าหมายควรจะเป็นอย่างไร เช่น ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาความเสียหายอย่างไร ผู้กระทำผิดได้เรียนรู้ผลของการกระทำ และมีส่วนร่วมในการแก้ไขข้อผิดพลาดอย่างไร หากทำเช่นนั้นได้ กระบวนการ RJ จึงจะมอบความเท่าเทียมให้ระหว่างคู่กรณีได้อย่างแท้จริง

 

 

การจัดการความขัดแย้งในโรงเรียน เปลี่ยนบทลงโทษเป็นความเข้าใจ

 

 

ในกรณีของพลีสและครูเอลลี่ อาจสรุปได้ว่ากระบวนการ RJ เริ่มต้นขึ้น เมื่อมีครูจอยเข้ามาเป็นคนกลางที่จะช่วยจัดการข้อพิพาท ซึ่งครูจอยผ่านการอบรมกระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยาแล้ว

 

 

ครูจอยได้ใช้หลักการของกระบวนการ RJ ที่ต้องให้ความสำคัญกับการสื่อสารอย่างมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูเยียวยา เสริมสร้างสิ่งที่สูญเสียไป และซ่อมแซมความสัมพันธ์

 

 

เริ่มด้วยคำถาม 5 ข้อ เมื่อต้องเป็นผู้ดำเนินกระบวนการ RJ

1.        มีใครบ้างได้รับความเสียหาย

2.        ผู้เสียหายแต่ละคนมีความต้องการแท้จริงอะไรบ้าง

3.        ผู้มีหน้าที่โดยตรงในการเยียวยาความเสียหายมีใครบ้าง

4.        ผู้ได้รับผลกระทบและมีส่วนเกี่ยวข้องในสถานการณ์นั้นมีใครบ้าง (ทั้งทางตรงและทางอ้อม)

5.        กระบวนการที่เหมาะสมเพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้แก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดให้ถูกต้องควรเป็นอย่างไร

 

 

ในกรณีของพลีสและครูเอลลี่ ครูจอยเริ่มต้นด้วยการถามตัวเองด้วยคำถามทั้ง 5 ข้อนี้ก่อนเลย ซึ่งได้คำตอบว่า ผู้เสียหายหลักคือครูเอลลี่ที่รู้สึกถูกดูหมิ่น แต่ผู้ได้รับผลกระทบยังรวมถึงนักเรียนทั้งชั้นที่ต้องอยู่ในบรรยากาศที่ตึงเครียด ส่วนผู้มีหน้าที่โดยตรงในการเยียวยาคือพลีสซึ่งเป็นผู้โพสต์ข้อความ ทั้งหมดนี้นำไปสู่การพิจารณาว่ากระบวนการที่เหมาะสมอาจเป็นการจัด Restorative Circle เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้พูดคุยกัน โดยต้องประเมินความพร้อม ความสมัครใจ และความปลอดภัยของผู้เกี่ยวข้องร่วมด้วย ซึ่งอาจช่วยลดความขัดแย้งที่บานปลายจากการเลือกดำเนินคดีตามกฎหมายและลดผลกระทบเชิงลบที่ไม่พึงประสงค์ เช่น การเสียโอกาสในการศึกษา การขัดขวางพัฒนาการตามวัยของเด็ก ค่าใช้จ่ายในการจ้างทนายความและค่าธรรมเนียมศาล การมีประวัติอาชญากร

 

 

กระบวนการ RJ ด้วยการสื่อสารเสริมพลัง

 

 

1.        การเยียวยาผู้เสียหาย  ครูจอยเน้นที่ให้ผู้เสียหายได้รับการดูแล โดยรับทราบถึงผลกระทบจากการกระทำของผู้กระทำ และสำรวจดูว่าต้องการรับการเยียวยาหรือชดเชยอย่างไร ซึ่งกรณีนี้ครูเอลลี่อาจต้องการความเคารพจากนักเรียนและได้รับการขอโทษอย่างจริงใจมากกว่าการลงโทษเด็กทางกฎหมาย

2.        ให้ผู้กระทำรับผิดชอบและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม  นอกจากคุยกับครูผู้ถูกกระทำแล้ว พลีส ตัวผู้กระทำผิดเองก็ต้องได้รับการรับฟังเช่นกัน เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุของการกระทำ จากนั้นครูจอยจึงจะสามารถถ่ายทอดเรื่องราวระหว่างผู้เสียหายและผู้กระทำผิดให้ทราบถึงที่มาที่ไปของ
พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ได้

3.        ให้ทุกฝ่ายได้ร่วมจัดการความขัดแย้ง  เมื่อทราบข้อเท็จจริงและความต้องการของทั้งสองฝ่ายแล้ว ครูจอยได้จัดวงสนทนาเพื่อการฟื้นฟูเยียวยา (Restorative Circle) ให้ทั้งพลีสและครูเอลลี่ รวมทั้งนักเรียนในชั้นเรียนได้พูดถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างครูและนักเรียน ซึ่งหลังจากการพูดคุยพบว่าทุกคนล้วนได้รับผลจากความตึงเครียดระหว่างบุคคลคู่กรณี ทำให้บรรยากาศการเรียนไม่เป็นมิตร และนำไปสู่การเจรจาเพื่อแสวงหาหนทางในการปรับปรุงแก้ไข หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีก

4.        ฟื้นฟูความสัมพันธ์  หลังจากคู่กรณีได้ทราบถึงทั้งที่มาที่ไป ผลกระทบและผลลัพธ์ที่คาดหวังจากกระบวนการแล้ว ทั้งคู่จึงได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์ผ่านการขอโทษและการให้อภัย ทำให้บรรยากาศในการเรียนของทั้งชั้นเรียนดีขึ้น และพลีสเองก็ตั้งใจเรียนและทำคะแนนสอบได้ดีด้วย

 

 

กรณีศึกษาของพลีสและครูเอลลี่ เป็นกรณีที่อ้างอิงจากเหตุการณ์จริง แต่ก็มีข้อสังเกตได้ว่ากระบวนการ RJ นั้นอาจไม่ได้ผลลัพธ์ที่ประสบความสำเร็จในทุกครั้ง เช่น อาจไม่ทำให้เกิดการสำนึกผิด การแสดงความรับผิดชอบ หรือฟื้นฟูความสัมพันธ์คู่กรณีได้ ขึ้นกับปัจจัยหลายประการ ทั้งปัจจัยภายใน เช่น สภาพจิตใจของผู้เข้าร่วมแต่ละคน และปัจจัยภายนอก เช่น สภาพแวดล้อมของครอบครัวและชุมชน อย่างไรก็ดี งานวิจัยและการศึกษาในต่างประเทศจำนวนมากพบว่า โรงเรียนที่มีการใช้ RJ ช่วยลดอัตราการกลั่นแกล้งในโรงเรียน นักเรียนมีทักษะดีขึ้นในการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี มีวินัยและเคารพผู้อื่น ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียนก็ดีขึ้นด้วย

 

 

สารพัดวิธีการ "สื่อสาร" เชื่อมสะพานที่แตกร้าว

 

 

ครูจอยไม่ได้แค่ "นั่งฟัง" สองฝ่าย แต่ใช้วิธีการสื่อสารที่ผ่านการฝึกมาอย่างเฉพาะเจาะจง คู่มือการใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยาในสถานศึกษา (TIJ, 2025) ระบุว่า ผู้จัดกระบวนการต้องมีทักษะการสื่อสาร 4 ด้าน ได้แก่

1.        ทักษะการพูดที่ระมัดระวังไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ใช้ถ้อยคำที่ไม่ตัดสิน ไม่บังคับให้ผู้เข้าร่วมต้องพูดหากยังไม่พร้อม และตั้งคำถามอย่างเหมาะสม

2.        ทักษะการสะท้อนคุณค่าเบื้องลึก (Reframing) ในกระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยา

3.        ภาษากายที่เหมาะสมในแต่ละขั้นตอนของกระบวนการ

4.        การสื่อสารบนพื้นฐานแนวคิดการสื่อสารเพื่อสานสัมพันธ์ (Non-Violent Communication – NVC)

 

 

เมื่อมีทักษะแล้วสามารถนำมาใช้ร่วมกับวิธีการจัดกระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยาได้ อาทิ

 

 

กฎ 7-38-55 

ระบุว่าการสื่อสารแต่ละครั้ง คนจะรับข้อมูลจากหลายส่วนพร้อมกัน กล่าวคือ ร้อยละ 7 มาจากคำพูด เนื้อหา ข้อความต่าง ๆ ร้อยละ 38 มาจากโทนเสียง และร้อยละ 55 มาจากท่าทาง สีหน้า และภาษากาย ซึ่งจำเป็นต้องใช้ทักษะในการตั้งใจฟังและจับใจความที่แท้จริงที่ผู้พูดต้องการจะสื่อ

ในกรณีนี้ ครูจอยจึงต้องสังเกตมากกว่าแค่คำพูด เช่น น้ำเสียงของครูเอลลี่ที่บ่งบอกถึงความเจ็บปวดมากกว่าความโกรธ หรือท่าทางก้มหน้าของพลีสที่อาจสื่อถึงความละอายมากกว่าการดื้อรั้น การอ่านสัญญาณเหล่านี้ช่วยให้ครูจอยเลือกใช้คำพูดและน้ำเสียงที่เหมาะสมกับบรรยากาศในแต่ละขั้นตอน

 

 

การใช้วงสนทนาในรูปแบบที่เป็นวงกลม 

ไม่มีประธาน ไม่มีหัวโต๊ะ ทุกคนเท่าเทียมกันภายในวงสนทนาเดียวกัน เพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัย การให้สิทธิทุกคนได้พูดอย่างเท่าเทียม หรือใช้ Talking Piece เช่น ตุ๊กตาหรือลูกบอลเป็นสัญลักษณ์ว่าใครถือคือคนที่มีสิทธิได้พูด

นี่คือเหตุผลที่ครูจอยไม่จัดให้พลีสและครูเอลลี่คุยกันแบบตัวต่อตัวในสำนักงาน แต่เลือกเชิญนักเรียนทั้งห้องเข้าร่วมด้วย เพราะทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศห้องเรียนที่เสียหายไปพร้อมกัน การนั่งเป็นวงกลมโดยไม่มีใครนั่ง "หัวโต๊ะ" ทำให้ทุกคนรู้สึกว่าเสียงของตัวเองมีความหมายเท่ากัน

 

 

การใช้คำถามเพื่อฟื้นฟูเยียวยา (Restorative Enquiry) 

เป็นบทสนทนาพื้นฐานสำหรับถามเพื่อให้คู่กรณีและผู้ได้รับผลกระทบได้ถ่ายทอดเรื่องราว ความรู้สึก และผลกระทบที่เกิดขึ้นกับตนเอง ลักษณะคำถามเน้นการสะท้อนคิดทั้งช่วงเกิดเหตุ (อดีต) ผลกระทบที่เกิดขึ้น (ปัจจุบัน) และแนวทางการแก้ไข (อนาคต) และให้ผู้ตอบวิเคราะห์เหตุการณ์และสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของตนเองและผู้ที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้ง

ครูจอยอาจถามพลีสว่า "ตอนที่โพสต์ข้อความนั้น รู้สึกอย่างไรอยู่บ้าง?" (อดีต) "ตอนนี้รู้สึกอย่างไรเมื่อรู้ว่าครูเอลลี่ได้เห็นข้อความนั้น?" (ปัจจุบัน) และ "ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ อยากให้เหตุการณ์เป็นอย่างไร?" (อนาคต) ขณะเดียวกันก็ถามครูเอลลี่ในทำนองเดียวกัน เพื่อให้ทั้งสองได้ยินมุมมองของกันและกันด้วยตัวเอง

 

 

การสะท้อนคุณค่าเบื้องลึก (Reframing) 

ในส่วนนี้ ผู้จัดกระบวนการ RJ ทำหน้าที่ทวนความ สรุปความ และสะท้อนสิ่งที่ได้ยินกลับไปสู่ผู้พูด โดยแปลงสิ่งที่ผู้พูดกล่าวไว้ให้เป็นความต้องการเบื้องลึกได้

เช่น เมื่อครูเอลลี่พูดว่า "นักเรียนคนนี้ไม่มีความเคารพเลย" ครูจอยอาจสะท้อนด้วยประโยคคำถามกลับว่า "ดูเหมือนครูรู้สึกว่าความสัมพันธ์และความไว้วางใจในห้องเรียนถูกกระทบ ใช่ไหมคะ?" การเปลี่ยนคำพูดที่ฟังดูเป็นการตัดสินให้กลายเป็นความต้องการที่แท้จริง ช่วยเปิดทางให้พลีสได้ยินและรับรู้ผลกระทบที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้สึกว่าถูกโจมตี

 

 

เมื่อ RJ จบ แต่การดูแลยังไม่สิ้นสุด

 

 

การที่คู่กรณีขอโทษและให้อภัยกันได้ หรือตกลงชดใช้กันแล้ว ไม่ได้หมายความว่ากระบวนการ RJ สิ้นสุดลง ในทางตรงกันข้าม ขั้นตอนสำคัญที่ขาดไม่ได้คือ การดูแลต่อเนื่อง หรือที่เรียกว่า มาตรการเสริม (Supplementary Interventions) เพื่อให้แน่ใจว่าทุกคน ทั้งผู้เสียหายและผู้กระทำ ได้รับการดูแลจิตใจอย่างเหมาะสม

 

 

ตัวอย่างเช่น หากพบว่าพลีสโพสต์ข้อความนั้นเพราะสะสมความกดดันจากปัญหาที่บ้านมานาน การปล่อยให้เรื่องจบแค่การขอโทษครูเอลลี่อาจไม่เพียงพอ ครูจอยหรือนักจิตวิทยาโรงเรียนอาจต้องติดตามและประสานงานกับครอบครัวของพลีสต่อไป เพื่อแก้ไขที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง ในทำนองเดียวกัน หากครูเอลลี่ยังรู้สึกบอบช้ำจากเหตุการณ์นี้ ก็ควรได้รับการดูแลจากผู้เชี่ยวชาญเช่นกัน ไม่ใช่แค่ "รับคำขอโทษแล้วก็ผ่านไป"

 

 

หลังจบวงสนทนา อาจยังต้องมีการดูแลต่อเนื่องตามความเหมาะสม เช่น การติดตามสภาพจิตใจของผู้เกี่ยวข้อง การประสานครอบครัวให้ดูแลใกล้ชิด หรือการส่งต่อผู้เชี่ยวชาญในกรณีที่จำเป็นมาตรการแทรกแซงที่ดีครอบคลุมทั้งการสังเกตสัญญาณของผลกระทบทางจิตใจ การดูแลโดยคำนึงถึงภาวะบอบช้ำ (Trauma-Informed Care) และการป้องกันภาวะเครียดสะสมในระยะยาว (PTSD Prevention) สิ่งเหล่านี้คือหลักประกันว่า RJ ไม่ใช่แค่การ "ตกลงกันในวงสนทนา" แต่คือการดูแลที่ยั่งยืน

 

 

****

 

หลักการของกระบวนการ RJ ในโรงเรียนมุ่งเน้นให้โรงเรียนมีสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย นักเรียน ครู และบุคลากรในโรงเรียนมีส่วนร่วมในการแก้ไขเหตุการณ์ความขัดแย้งอย่างสันติ ด้วยเครื่องมือที่เสริมหรือทดแทนการลงโทษที่ไม่ได้สัดส่วน หรือไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุอย่างแท้จริง โดยไม่ผลักไสให้เด็กต้องแบกตราบาปในชีวิตอย่างการถูกให้ออกหรือต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา เว้นแต่เป็นกรณีทำผิดกฎหมายที่ไม่เปิดช่องให้กระบวนการทางเลือก

 

 

สิ่งที่กรณีพลีสและครูเอลลี่แสดงให้เห็นได้ชัดที่สุดคือ RJ ไม่ได้เป็นการ "ยกโทษ" แต่เป็นการให้ทุกคนได้รับสิ่งที่ตัวเองต้องการจริง ๆ ครูเอลลี่ได้รับความเคารพและคำขอโทษที่จริงใจ พลีสได้รับโอกาสแก้ไข และนักเรียนทั้งชั้นได้ห้องเรียนที่กลับมาเป็นพื้นที่ปลอดภัยอีกครั้ง ทั้งหมดนี้ ต้องการเพียงคนหนึ่งคนที่มีทักษะและความตั้งใจพอที่จะเป็น "ครูจอย" ในโรงเรียนของตัวเอง

 

 

ถ้าอยากรู้ว่าโรงเรียนในไทยที่ลองทำแล้วได้ผลจริงเป็นอย่างไร ติดตามได้ในบทความถัดไปของซีรี่ส์ Restorative Justice in Schools: สร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยเพื่อทุกคน

 

อ้างอิง

1. คู่มือการใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยาในสถานศึกษา https://www.tijthailand.org/th/publication/detail/restorative-justice-in-schools-handbook
Back

Most Viewed

chat