ยอมรับนโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้มีการใช้คุกกี้ (cookie) เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานและเพิ่มความพึงพอใจต่อการได้รับการเสนอข้อมูลและเนื้อหาต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านได้อนุญาตให้เราใช้คุกกี้ตามนโยบายคุกกี้ของเรา

รายละเอียดเพิ่มเติม

ในโลกที่ความโปร่งใสกลายเป็นดัชนีชี้วัดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ปัญหาคอร์รัปชันในสังคมไทยกลับเป็นโจทย์ที่หยั่งรากลึกเกินกว่าจะแก้ด้วยเพียงการรณรงค์ด้านจริยธรรม
 

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ได้จัดงานเสวนา Common Ground ชวน Talk ในหัวข้อ “คนไทยไม่ทนโกง: ถึงเวลาออกแบบระบบที่ ‘โกง’ ยาก” เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2569 ณ ห้อง Learning Studio 1 สถาบัน TIJ เปิดพื้นที่สาธารณะสำหรับแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อนำไปสู่ การรื้อถอน "นิเวศการโกง" และ วางรากฐาน "ระบบที่โกงยาก" ให้กับประเทศ

 


 

หัวใจสำคัญของเวทีนี้คือการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์จากการมุ่ง ‘ไล่จับตัวบุคคล’ ไปสู่การ ‘Redesign ระบบ' โดยใช้หลักนิติธรรม (Rule of Law) เป็นเครื่องมือสร้างกติกาที่ส่งผลให้การทำสิ่งที่ถูกต้องกลายเป็นทางเลือกที่ง่าย สะดวก และคุ้มค่าที่สุดสำหรับทุกคน

 

คอร์รัปชัน: ตัวบ่อนทำลายหลักนิติธรรม
 

ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กล่าวเปิดงานโดยนิยามว่า คอร์รัปชันคือ ดัชนีชี้วัดความอ่อนแอของกติกาในสังคม โดยได้หยิบยกคำกล่าวมาจากปาฐกถาของ ฟรองซัวส์ วาเลเรียน (Mr. François Valérian) ประธานองค์กรเพื่อความโปร่งใสนานาชาติ (Transparency International) ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ปัญหาคอร์รัปชันไม่ได้ขึ้นอยู่กับกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับ 2 ปัจจัย นั่นคือ การกระจุกตัวของอำนาจ (Concentration of Power) โดยปราศจากการตรวจสอบ และการปิดบังข้อมูล ซึ่งแสดงถึงการทำงานที่ไม่โปร่งใส (Lack of Transparency)

 

 

“TIJ พยายามสร้างองค์ความรู้ผ่านการมีส่วนร่วมและประสานงานกับเครือข่าย เพื่อสร้างหลักนิติธรรมให้เข้มแข็ง และทำให้หน่วยงานต่างๆ สามารถบังคับใช้กฎหมายได้อย่างเป็นธรรม เพราะคอร์รัปชันเป็นตัวบ่อนทำลายหลักนิติธรรม ทำให้กติกาไม่เป็นกติกา และคนมีแนวโน้มใช้อำนาจในทางมิชอบ ซึ่งถ้าไม่กำกับดูแลให้ดีจะก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในสังคม” 

 

ผู้อำนวยการ TIJ กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของหลักนิติธรรม ว่าคือการสร้างระบบความรับผิดชอบ ซึ่งทำให้การใช้อำนาจรัฐมีร่องรอยและตรวจสอบได้ ช่วยลดการเลือกปฏิบัติ และไม่สร้างกติกาใหม่ที่เอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อันนำไปสู่การคอร์รัปชัน โดยเฉพาะเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจหรือการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

 

เพื่อสร้างแนวปฏิบัติที่ดีและก่อให้เกิดหลักนิติธรรมอย่างแท้จริงในสังคม วันนี้ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD  (Organisation for Economic Co-operation and Development ) ซึ่งเปรียบเสมือนการอัปเกรดระบบของประเทศให้โปร่งใสและเป็นสากล สร้างความเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงระบบและสามารถกำจัดคอร์รัปชันได้อย่างยั่งยืน นำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนกับนักลงทุน เพื่อส่งต่อสังคมที่เป็นธรรมาภิบาล และตรวจสอบได้ให้แก่คนในรุ่นต่อไป

 

เจาะลึกกลไก “โกงยาก”: เมื่อนวัตกรรมกับนโยบายต้องเดินไปด้วยกัน

 

เริ่มต้นการเสวนาด้วยการตั้งคำถามถึง ‘ระบบที่โกงง่าย’ ที่เชื่อมโยงกับปัญหาคอร์รัปชันในสังคมไทย โดย คุณสถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา หัวหน้าฝ่ายสื่อสารและดูแลภาพลักษณ์องค์กร TIJ รับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินรายการ นำทีมผู้เชี่ยวชาญร่วมแบ่งปันบทสนทนา และหาแนวทางปฏิบัติเพื่อรื้อถอนปัญหาคอร์รัปชันผ่านเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ผ่านมุมมองจาก 3 ผู้เชี่ยวชาญในภาคีเครือข่ายของ TIJ ไม่ว่าจะเป็น ผู้เชี่ยวชาญด้านการขับเคลื่อนนวัตกรรมข้อมูล นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ รวมถึงนักออกแบบนโยบาย

 

 

สุภอรรถ โบสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ HAND Social Enterprise หนึ่งในวิทยากรผู้ขับเคลื่อนนวัตกรรมข้อมูลเปิด ได้อธิบายถึง ‘วงจรผลิตซ้ำคนโกง’ โดยยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทยอย่าง การเรียกรับเงินหลักแสนบาทเพื่อสอบเข้าข้าราชการท้องถิ่น ซึ่งเป็นการคัดกรองคนที่พร้อมจะทุจริตเข้ามาในระบบตั้งแต่ต้น สะท้อนปัญหาของระบบที่เอื้อให้คนเลือกใช้ทางลัด แทนที่การปฏิบัติตามความถูกต้อง

 

“คอร์รัปชันไม่ใช่เหตุการณ์เดี่ยวๆ ที่เกิดขึ้น แต่มันคือระบบนิเวศที่มีหลายองค์ประกอบเชื่อมโยงกัน ทั้งข้อมูล อำนาจ และการใช้ดุลพินิจ ยกตัวอย่างเรื่องการสอบข้าราชการท้องถิ่น ที่คนยอมจ่ายเงิน 3-4 แสนบาทเพื่อให้ได้งาน ระบบแบบนี้จึงผลิตซ้ำคนไม่ค่อยดีเข้ามาในระบบราชการ ทั้งแบบที่ตั้งใจและโดยไม่ตั้งใจ”

 

ในงานเสวนา วิทยากรได้ยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่ภาคเอกชนและประชาชนต้องเผชิญหน้ากับการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อต้องการขอใบจดทะเบียน และใบอนุญาตต่างๆ ซึ่งมักจบลงด้วยการติดสินบนเพื่อ ‘ซื้อความสะดวกสบาย’ และการันตีผลลัพธ์ที่ต้องการ อันนำไปสู่ตัดสินใจกระทำการทุจริต เพราะเห็นเป็นเรื่องปกติในสังคม และยิ่งส่งผลให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในระบบราชการ ‘การออกแบบระบบที่โกงยาก’ จึงเป็นกุญแจสำคัญเพื่อตัดวงจรการผลิตซ้ำคนโกงที่ต้นตอปัญหา

 

 

แนวทางการสร้างระบบที่ "โกงยาก" จำเป็นต้องสร้างการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง 4 มิติ ประกอบด้วย

1. สร้างความตระหนักรู้ (Awareness) ให้ประชาชนเท่าทันกติกาและเข้าถึงข้อมูลบริการภาครัฐเพื่อลดช่องว่างในการถูกเรียกรับผลประโยชน์

2. ยกระดับประสิทธิภาพของระบบ (Efficiency) ให้มีความรวดเร็วและโปร่งใส จนการใช้ทางลัดหรือการติดสินบนกลายเป็นเรื่องที่ไม่คุ้มค่าและหมดความจำเป็น

3. ปฏิรูปกลไกกำกับดูแล (Oversight) ให้เปิดรับพลังการตรวจสอบจากภาคประชาชนและสื่อมวลชนมากกว่าการพึ่งพาเพียงฝ่ายตรวจสอบภายในที่มักขาดประสิทธิภาพ

4. สร้างกระบวนการยุติธรรมที่บังคับใช้ได้จริง (Enforcement) ด้วยความรวดเร็วและเสมอภาค โดยบทลงโทษต้องสมสัดส่วนกับความผิดและไม่มีข้อยกเว้นให้แก่ผู้มีอำนาจ เพื่อหยุดยั้งวัฒนธรรมการหลบเลี่ยงกติกาและสร้างความเชื่อมั่นในหลักนิติธรรมให้กลับคืนสู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

 

นอกจากนี้ วิทยากรได้เสนอแนวทางที่จะช่วยให้รัฐมีระบบที่โปร่งใส และเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับคืนมา ด้วยการให้รัฐเปิดเผยข้อมูล 25 ชุด (Open Data) ซึ่งเป็นแนวทางที่เกิดจากการวิจัยร่วมกันกับ TIJ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเข้าสู่สมาชิก OGP (Open Government Partnership)

 

การออกแบบระบบให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล  ควบคู่ไปกับการประยุกต์ใช้เครื่องมือทางดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะช่วยส่งเสริมให้ประชาชนเป็น Active Citizen ที่สามารถเข้าถึงข้อมูลและร่วมตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้

 

"Hand ได้ร่วมศึกษาร่วมกับ TIJ เพื่อผลักดันเรื่องข้อมูลเปิด 25 ชุดข้อมูล ซึ่งปัจจุบันจัดทำเป็น international action plan ที่ประเทศไทยจะใช้ก้าวเข้าสู่ OGP เพื่อสร้างกลไกให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลและมีสิทธิอย่างถูกต้องสำหรับการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐได้อย่างแท้จริง"

 

ผลกระทบจากคอร์รัปชันในมิติด้านเศรษฐศาสตร์

 

ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้ระบุมูลค่าความเสียหายที่เกิดปัญหาจากคอร์รัปชันในไทยว่าสูงถึง 5 แสนล้านบาทต่อปี โดยแบ่งเป็น การโกงงบประมาณหลวงที่มีทัั้งเรื่องเงินทอน การเอาเปรียบรัฐ การเรียกรับสินบนจากประชาชน และการกัดกินกันเองในระบบราชการ เช่นการซื้อขายตำแหน่ง ซึ่งเมื่อวิเคราะห์ออกมาคือ 2.5% ของ GDP ซึ่งเป็นเหตุผลที่เศรษฐกิจไทยเติบโตรั้งท้ายอาเซียน

 

นักวิชาการจาก TDRI ได้อธิบายตัวแปรสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งวิเคราะห์ได้จากพฤติกรรมมนุษย์ด้วยทฤษฎีวิวัฒนาการ ร่วมกับสมการทางเศรษฐศาสตร์ของ Robert Klitgaard (1988) คือ

C = M + D - A” หรือ คอร์รัปชัน (Corruption)  = การผูกขาด (Monopoly) + ดุลพินิจ  (Discretion)  - ความรับผิดชอบ (Accountability) โดยมองว่ามนุษย์ทุกคนต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดตามสัญชาตญาณ ซึ่งหากระบบถูกออกแบบมาให้การโกงทำได้ง่ายและคุ้มค่ากว่าการทำถูก มนุษย์ย่อมเลือกทางที่ผิด

 

"กฎหมายคือของแข็ง แต่พฤติกรรมมนุษย์คือของไหล มนุษย์ทุกคนต้องเอาตัวรอดก่อน และมนุษย์จะเลือกทางที่คุ้มค่าที่สุดเสมอ ซึ่งหากนำสมการทางเศรษฐศาสตร์มาอธิบายจะพบว่า ประเทศไทยมีปัญหาเรื่องการผูกขาด  และการใช้ดุลพินิจของภาครัฐสูงมาก คือเจ้าหน้าที่มีอำนาจตัดสินใจเยอะเกินไป กติกาไม่ชัดเจน แต่ในทางกลับกัน ความรับผิดชอบหรือการตรวจสอบ จากประชาชนกลับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน จากสมการคอร์รัปชันในไทยถึงได้พุ่งสูงอย่างที่เห็น”

 

 

อีกหนึ่งแนวคิดน่าสนใจในเสวนา คือ การที่กฎหมายบัญญัติบทลงโทษหรือค่าปรับที่ต่ำเกินไป อ้างอิงข้อมูลจากหนังสือ What Money Can't Buy ของ Michael J. Sandel นักปรัชญาการเมืองจาก Havard ชี้ให้เห็นว่า หากบทลงโทษหรือค่าปรับสำหรับการโกงต่ำเกินไป และไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง จะไม่ถูกมองว่าเป็น ‘โทษทางสังคม’ แต่จะกลายเป็นเพียง ‘ค่าธรรมเนียม (Fee)’ ที่คนมีเงินยินดีจ่ายเพื่อแลกกับการทำผิดกติกา

 

“หากค่าปรับหรือบทลงโทษต่ำเกินไป การโกงจะถูกมองว่าเป็นเพียง 'ค่าธรรมเนียม' ในการทำธุรกิจ เราจึงต้อง Redesign โครงสร้างแรงจูงใจใหม่ ให้ความโปร่งใสเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าที่สุด”

 

หากต้องการออกแบบระบบให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ นักวิชาการจาก TDRI มองว่าการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เข้ามาใช้บริหารจัดการแทนการใช้  ‘ดุลพินิจ’ ของมนุษย์ก็เป็นแนวทางหนึ่งเพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาคอร์รัปชันได้ โดยเฉพาะในระบบการจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมเน้นย้ำว่าสถาบันหรือหน่วยงานที่ทำหน้าที่ตรวจสอบก็ต้องยึดหลักนิติธรรมและมีการดำเนินงานอย่างชัดเจน เพื่อให้สังคมเกิดความเชื่อมั่นเช่นเดียวกัน

 

นอกจากนี้ ยังได้เสนอกรอบแนวคิดสำหรับการจัดการคอร์รัปชัน โดยยึดหลักธรรมาภิบาลร่วมกับการทำ ‘กิโยตินกฎหมาย’ (Regulatory Guillotine) เพื่อตัดลดกฎระเบียบที่ซ้ำซ้อนอันเป็นต้นตอของการใช้ดุลพินิจที่เกินความจำเป็น โดยมีข้อสังเกตเชิงวิชาการจากงานวิจัย พบว่าควรมีการพัฒนาและยกระดับประสิทธิภาพของเครื่องมือประเมินผลอย่าง ITA ให้สามารถสะท้อนสถานะความโปร่งใสในภาคปฏิบัติได้แม่นยำยิ่งขึ้น เพื่อให้รัฐสามารถลงทุนกับ ‘เครื่องมือป้องกันเชิงโครงสร้าง’ ได้ตรงจุดมากกว่าเพียงการรณรงค์ด้านคุณธรรมเพียงอย่างเดียว

 

อย่างไรก็ตาม มิติทางเศรษฐศาสตร์ยังต้องให้ความสำคัญกับการปรับค่าตอบแทนภาครัฐให้เหมาะสม เพื่อลดแรงจูงใจในการทุจริตเพื่อความอยู่รอด ควบคู่ไปกับการบังคับใช้บทลงโทษที่เด็ดขาด และการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาเป็นกลไกกลางในการกลั่นกรองข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อลดการใช้ดุลพินิจของมนุษย์ ซึ่งจะช่วยสร้างระบบนิเวศที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จริงตามมาตรฐานสากล

 

การขับเคลื่อนนโยบายเพื่อพัฒนาระบบราชการให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรม

 

ธนศักดิ์ มังกโรทัย รองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้ฉายภาพทิศทางของระบบราชการไทยในอีก 4-5 ปีข้างหน้าว่า ต้องมุ่งเน้นการกระจายอำนาจและสร้างความโปร่งใสผ่าน 2 ยุทธศาสตร์หลักเพื่อแก้ปัญหาการขาดความเชื่อมั่น (Trust) ของประชาชน ซึ่งประกอบด้วย

 

ยุทธศาสตร์แรก คือ การขับเคลื่อนสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) อย่างเต็มรูปแบบ โดยการนำเครื่องมือทางดิจิทัลมาปรับใช้ในทุกกระบวนการทำงานเพื่อความทันสมัยและน่าเชื่อถือ

 

ตัวอย่างความสำเร็จของการทำ Digital Government ในการนำนวัตกรรมดิจิทัลมาบูรณาการกับระบบราชการ เช่น การยกเลิกสำเนาบัตรประชาชน และการออกระเบียบให้ภาครัฐต้องจัดทำคู่มือเพื่อสื่อสารกระบวนการทำงาน และขั้นตอนการเข้ารับบริการสำหรับประชาชน ซึ่งช่วยลดขั้นตอนและโอกาสในการเรียกรับเงินค่าอำนวยความสะดวกได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

ยุทธศาสตร์ที่สอง คือ การเปลี่ยนผ่านภาครัฐให้เป็นระบบเปิด (Open Government) ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูลได้ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการลดช่องว่างระหว่างรัฐกับประชาชน

 

ยุทธศาสตร์นี้จะช่วยพาประเทศไทยก้าวไปสู่เป้าหมายการเป็นสมาชิก Open Government Partnership (OGP) อย่างเต็มตัว ซึ่งถือเป็นพันธสัญญาโลกที่รัฐไทยจะต้องเดินหน้าสู่ 3 เสาหลัก: ความโปร่งใส การมีส่วนร่วม และความรับผิดชอบ เพื่อออกแบบระบบของภาครัฐให้ทำงานร่วมกับภาคประชาชนอย่างเปิดเผย 

 

ในขณะเดียวกัน ก.พ.ร. ยังได้กำหนดแนวทางปฏิบัติที่ช่วยเปลี่ยนผ่านภาครัฐให้เป็นระบบเปิดที่แท้จริง 3 ข้อ ได้แก่

1. การยกระดับการบริการภาครัฐให้มีคุณภาพและสะดวกยิ่งขึ้น

2. การเปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน โดยพิจารณาภาระงานที่แท้จริง เพื่อกระจายภารกิจต่างๆ ให้สอดคล้องกับการทำงานของแต่ละหน่วยงาน เพื่อลดการเกิดดุลยพินิจ

3. การเพิ่มประสิทธิภาพและผลผลิตของภาครัฐด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อให้ระบบราชการไทยเป็นระบบที่โปร่งใสและมีสมรรถนะสูงตามมาตรฐานสากล เพื่อรองรับความต้องการของประชาชนได้อย่างเต็มที่

 

 

เดินหน้าพ.ร.บ. การอำนวยความสะดวก’

 

“ ก.พ.ร. ได้รับฟังความคิดเห็นจากทั่วประเทศพบว่า ประชาชนมองการทุจริตคอร์รัปชันเป็นปัญหาอันดับหนึ่งโจทย์ใหญ่ของ ก.พ.ร. คือทำอย่างไรให้อำนาจไม่กระจุกตัว และความลับไม่กลายเป็นเครื่องมือหาประโยชน์ เรากำลังเร่งผลักดัน พ.ร.บ.การอำนวยความสะดวกฯ ฉบับใหม่ เพื่อเปลี่ยนระบบการขออนุญาตที่ซับซ้อนให้กลายเป็นระบบ ‘จดแจ้ง (Notification)’ สำหรับกิจการที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อลดดุลพินิจและการเผชิญหน้า ซึ่งเป็นต้นตอสำคัญของปัญหาการติดสินบน”

 

รองเลขาธิการ ก.พ.ร. เน้นย้ำถึงภารกิจสำคัญของสำนักงาน ก.พ.ร. ในการปฏิรูประบบราชการไทย ซึ่งมีหมุดหมายหลักอยู่ที่การยกระดับ ‘พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวก’ ในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงแก้ไขเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งให้แก่ระบบบริการภาครัฐ

 

กฎหมายฉบับนี้เปรียบเสมือนเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้ประชาชนได้รับบริการที่ ‘เร็วขึ้น ง่ายขึ้น และถูกลง’ พร้อมไปกับการปิดช่องว่างการเรียกรับผลประโยชน์ โดยจะทำงานผสานกับการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลและการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่มาตรฐานสากล เพื่อเปลี่ยนโฉมหน้าหน่วยงานรัฐให้มีความโปร่งใสและน่าเชื่อถือในสายตาประชาชนและประชาคมโลก

 

ในขณะเดียวกัน เพื่อให้การบังคับใช้ พ.ร.บ. การอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมในการลดช่องว่างการทุจริต ก.พ.ร. จึงได้ยกระดับกลไกการตรวจสอบภาคประชาชนผ่านเว็บไซต์ info.go.th ซึ่งเป็นศูนย์รวมคู่มือสำหรับประชาชนอย่างเป็นทางการ โดยเปิดพื้นที่ให้ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดขั้นตอน ระยะเวลา และค่าธรรมเนียมที่รัฐประกาศไว้ พร้อมทั้งร่วมให้ข้อมูล (Input) ได้ทันทีหากพบว่าการรับบริการจริงมีความล่าช้า มีการดึงเวลา หรือมีมาตรฐานที่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งการเปิดให้ประชาชนร่วมเป็น ‘หูเป็นตา’ เช่นนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นของการมีส่วนร่วมตามแนวทาง Open Government เพื่อช่วยกันกำกับดูแลให้การใช้อำนาจรัฐเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมตามเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างแท้จริง

 

เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่จับต้องได้ รองเลขาธิการ ก.พ.ร. ได้นำเสนอแนวทางสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับภาครัฐผ่าน 4 มิติแห่งความโปร่งใส ได้แก่

1. การส่งเสริมการให้บริการในรูปแบบอัตโนมัติ

2. การนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ให้บริการประชาชนอย่างเต็มรูปแบบเพื่อลดความจำเป็นในการเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่

3. การลดขั้นตอนการอนุมัติ และการอนุญาตที่ซับซ้อน

4. การทบทวนกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน

โดยมุ่งไปที่หัวใจสำคัญ คือ การลดการใช้ดุลพินิจของมนุษย์ให้เหลือน้อยที่สุด ซึ่งเป็นแนวทางหลักในการลดโอกาสการทุจริตคอร์รัปชันตั้งแต่ในขั้นตอนของการออกแบบมาตรฐาน

 

นอกจากนี้ ก.พ.ร. ยังใช้กลไกการกำหนดตัวชี้วัดและการกำกับติดตามที่มีประสิทธิภาพ เช่น การประเมิน ITA และการวัดความพึงพอใจของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อนำเสียงสะท้อนจาก ‘บุคคลที่สาม’ มาเป็นกระจกบานสำคัญในการตรวจสอบความโปร่งใสและประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐ รวมถึงการเข้มงวดกับการกำกับดูแลองค์กรที่ดีในระดับผู้บริหารของทุกหน่วยงาน

 

ภารกิจเหล่านี้จึงไม่ใช่เพียงการปรับปรุงการทำงานตามหน้าที่ แต่คือการสร้างระบบปฏิบัติการใหม่ของรัฐที่ยึดเจตนารมณ์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง เพื่อสร้างสังคมที่ปราศจากการทุจริตอย่างยั่งยืน

 

 


 

จากเวทีเสวนาสู่ การส่งต่อองค์ความรู้ ใน “TIJ CONNECT”

 

ในช่วงท้ายของการเสวนาเพื่อตอกย้ำถึงความตั้งใจในการนำบทสนทนาไปสู่การปฏิบัติจริงอย่างเป็นรูปธรรม TIJ ได้เปิดตัวซีรีส์ความรู้ TIJ CONNECT Vol.1 ชุด “คนไทยไม่ทนโกง: ถึงเวลามาช่วยกันสร้างระบบที่โกงยาก” โดย ประภัสสร วรรธนะภูติ ผู้ช่วยผู้อำนวยการขึ้นตรงต่อผู้อำนวยการสถาบัน ด้านการจัดการความรู้และการสื่อสารองค์กร TIJ  กล่าวแนะนำเนื้อหาภายในเล่ม ซึ่งได้รวบรวมองค์ความรู้ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และนวัตกรรมปราบโกงจากวิทยากรและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งหมดไว้ในที่เดียว เป็น "คู่มือสำหรับประชาชนและผู้กำหนดนโยบาย" เพื่อมุ่งสร้างความเข้าใจด้านหลักนิติธรรมให้กลายเป็นระบบปฏิบัติการหลักของสังคมไทยอย่างแท้จริง

 

 

ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและดาวน์โหลดซีรีส์ความรู้ TIJ connect ได้ที่

[1] TIJ connect Vol.1 ANTI-CORRUPTION! คนไทยไม่ทนโกง ถึงเวลามาช่วยกันสร้างระบบที่โกงยาก: https://www.tijthailand.org/publication/detail/tij-connect-vol1-anti-corruption

[2] TIJ connect Vol.2 Open Data ข้อมูล (ต้อง) เปิด เพราะทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่โกงยาก: https://www.tijthailand.org/publication/detail/tij-connect-vol2-open-data


 

บทสรุปจากเวที Common Ground ชวน Talk ครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า “ระบบที่โกงยาก” สามารถสร้างขึ้นได้จริง หากอาศัยการทำงานร่วมกันของนโยบายที่เอื้อต่อความโปร่งใส เทคโนโลยีที่ช่วยลดช่องว่างและเพิ่มการตรวจสอบ และภาคประชาชนที่มีส่วนร่วมอย่างเข้มแข็ง ก้าวต่อไปที่สำคัญคือการเปลี่ยนบทสนทนาให้เป็นการลงมือปฏิบัติ เพื่อร่วมกันออกแบบระบบที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และทำให้การทำสิ่งที่ถูกต้องเป็นเรื่องง่ายขึ้น

 

การต่อสู้กับคอร์รัปชันจึงไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือการร่วมกัน "Redesign" สังคมให้โปร่งใส เพื่อส่งต่ออนาคตที่เท่าเทียมและมีกติกาที่เข้มแข็งให้กับคนรุ่นถัดไป

Back

Most Viewed

chat