“เราแค่ต้องการชีวิตปกติคืนมา” ... เป้าหมายเดียวของ “ผู้เสียหาย” ในคดีสิ่งแวดล้อมที่เรียกร้องจาก “หน่วยงานรัฐ”
อยู่ดี ๆ ก็มีคนมาขอตั้ง “โรงงานรีไซเคิล” อยู่ในชุมชน แต่ชาวบ้านไม่ยอม ไม่เห็นด้วย แม้จะไม่ยอม แต่ผ่านไป 3 ปี มีกลิ่นเหม็นจากโรงงาน และขุดพบการลักลอบฝังกากอุตสาหกรรม
ผ่านไปอีก 3 ปี อาคารคล้ายโรงงานที่เคยทำผิดกฎหมายไม่โดนลงโทษ แต่กลับได้ใบอนุญาตให้เปิดเป็นโรงงานอย่างถูกต้อง
จากนั้น ... สวนยางพาราใกล้โรงงานทยอยยืนต้นตายจนหมด แหล่งน้ำใกล้โรงงานเปลี่ยนเป็นสีดำและสีคล้ายสนิม ลุกลามไปจนถึงแหล่งน้ำกินน้ำใช้ของชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน พืชผลเกษตรได้รับความเสียหายเป็นวงกว้าง ทุกครั้งที่ฝนตกตกหนัก ชาวบ้านต้องคอยระแวงว่าน้ำจากในโรงงานจะล้นออกมาทำลายชุมชน
เมื่อความอดทนถึงที่สุด ชาวบ้านลุกขึ้นมาต่อสู้ องค์กรพัฒนาเอกชน ทนายความสิ่งแวดล้อม สื่อมวลชน ร่วมกันเปิดเผยความทุกข์ร้อนที่เกิดขึ้น ... และพัฒนาไปสู่การฟ้องร้องคดี
ชาวบ้าน 15 คน ชนะทุกคดี หน่วยงานรัฐที่ฟ้องร้องด้วยก็ชนะทุกคดี ... ศาลพิพากษาให้โรงงานต้องชดใช้ ชดเชย ฟื้นฟู เยียวยา และจัดการกับซากกากอุตสาหกรรมนับหมื่นตันให้ถูกต้อง เป็นเงินรวมกว่า 2,000 ล้านบาท
แต่ ... ชาวบ้านไม่เคยได้รับเงินชดเชยเยียวยา สิ่งแวดล้อมไม่ได้รับการฟื้นฟู ซากกากอุตสาหกรรมทยอยถูกนำออกไปกำจัดที่ละเล็กน้อยด้วยการขอเงินจาก “งบประมาณรัฐ” ซึ่งมาจาก “ภาษีประชาชน” ... และผลกระทบจากการปนเปื้อน ยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่องทั้งไฟไหม้ น้ำผิวดิน ไปจนถึงน้ำบาดาล
ทั้งหมดนี้ ... โรงงานผู้ก่อมลพิษ เพียงอ้างว่า “ไม่มีเงิน”
เพียงเท่านี้ ... “กระบวนการยุติธรรมในคดีสิ่งแวดล้อม” จึงยังทำได้เพียง ให้สถานะเป็นผู้ชนะคดีกับชาวบ้าน ... แต่ยังไม่สามารถให้ “ความยุติธรรม” ที่แท้จริง กับผู้ได้รับผลกระทบได้
นี่คือ “ความจริง” ที่เกิดขึ้นกับชุมชนหนองพะวา ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ความจริง ที่ต้องนำไปสู่การร่วมกันขบคิดของหน่วยงานรัฐ ... เพื่อหาทางเปลี่ยนแปลง
******
ปลายเดือนมีนาคม 2569 .... เทียบ สมานมิตร และ สนิท มณีศรี ชาวบ้านหนองพะวาที่ได้รับผลกระทบจากโรงงาน วิน โพรเสส จ.ระยอง ออกเดินนำหน้าเจ้าหน้าที่รัฐจากหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการทำให้เกิดความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม หน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแล ตรวจสอบ บังคับใช้กฎหมาย หรือหน่วยงานที่มีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองความเป็นอยู่ที่ดีให้กับประชาชน เพื่อเดินเข้าไปสัมผัส “สภาพจริง” ในโรงงานร้างที่ปิดตัวไปตั้งแต่ปลายปี 2563 และเป็นโรงงานที่ศาลมีคำสั่งให้ต้องชดเชย เยียวยา แลพนำของเสียอันตรายทั้งหมดออกไปกำจัดตั้งแต่ปลายปี 2565 แล้ว
เพียงแค่เข้าใกล้บริเวณโรงงาน กลิ่นสารเคมีรุนแรงก็ลอยมายืนยันความอันตรายของสถานที่แห่งนี้ให้ทุกคนรับรู้ได้ทันที และสิ่งที่แรกที่ผู้มาเยือนได้เห็น ก็คือ ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสวนยางพารา 36 ไร่ ของลุงเทียบ สมานมิตร ซึ่งตายไปหมดแล้ว
แม้ว่าตั้งแต่ปลายปี 2568 มาจนถึงมีนาคม 2569 กรมโรงงานอุตสาหกรรมจะได้รับงบประมาณ 40 ล้านบาทมาใช้เพื่อนำถังสารเคมีทั้งหมดในโรงงานออกไปกำจัดอย่างถูกต้องและกำลังจะนำออกไปได้หมดแล้ว แต่ผลกระทบดูเหมือนจะยังไม่ได้ลดลงไปเลย เพราะเศษซากถังสารเคมีที่เหลือจากเหตุการณ์ไฟไหม้โรงงานครั้งใหญ่เมื่อเกือบ 2 ปีก่อนยังอยู่ที่เดิม น้ำเสียสีดำสนิทในบ่อขนาดใหญ่ที่มีสภาพเป็นกรดรุนแรงยังเป็นโจทย์ยากที่จะนำออกไปกำจัด รวมถึงยังมีกากอุตสาหกรรมจำนวนมากถูกฝังไว้ใต้ดินในบริเวณโรงงาน ... ทำให้ทั้งลุงเทียบ และพี่สนิท มั่นใจว่า ผลกระทบจะยังไม่ลดลง
“สาเหตุที่ต้องออกมาต่อสู้ ... เพราะนี่เป็นผืนดินที่เป็นมรดกตกทอดกันมา ลุงรักงานเกษตรกร ทำสวน และต้องการส่งต่อผืนดินที่ลุงรักต่อไปลูกหลาน” ...
ลุงเทียบ พูดถึงวัตถุประสงค์การต่อสู้กับกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐกว่า 30 คน ที่เข้าร่วมโครงการนี้ และยังบอกด้วยว่า แม้จะยังไม่ได้รับความเป็นธรรม แต่ลุงเทียบก็พยายามฟื้นสวนของเข้าด้วยกำลังของตัวเอง ลุงเทียบไปซื้อดินมาถมให้สูงขึ้นในบริเวณที่เคยเป็นที่ปลูกยางพาราและปลูกพืชสวนชนิดอื่น ๆ ที่รากไม่ยาวนักขึ้นมาแทน แม้ต้นทุนจะสูงขึ้นมากก็ตาม
“เราก็แค่ต้องการได้ชีวิตปกติคืนมา ... ชีวิตปกติที่เราเคยอยู่ คือ ความยุติธรรมที่เราหวังจะได้รับจากกระบวนการยุติธรรม ... มากกว่าเพียงแค่การได้รับสถานะเป็นผู้ชนะคดี” ...
สนิท มณีศรี ฝากข้อความนี้กับคณะเจ้าหน้าที่รัฐที่ลงพื้นที่มารับโจทย์ของชาวบ้าน
*************
การลงไปสัมผัสสภาพที่แท้จริงในชุมชนหนองพะวา เป็นส่วนหนึ่งของหลักสูตรสร้างศักยภาพผู้ปฏิบัติงานด้านความยุติธรรมสิ่งแวดล้อม ซึ่งจัดขึ้นโดย TIJ Academy ภายใต้กำกับของสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ที่ตระหนักถึงความสำคัญเร่งด่วนของการอำนวยความยุติธรรมในประเด็นปัญหาคดีสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย จึงได้ร่วมกับโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (United Nations Environment Programme – UNEP) และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (United Nations Development Programme – UNDP) จัดหลักสูตรนี้ขึ้น
หลังการอบรมและลงพื้นที่โรงงาน วิน โพรเสส เป็นเวลารวม 3 วัน ผู้เข้าร่วมอบรมจากหลายหน่วยงานต่างแสดงความเห็นต่อสภาพปัญหาที่พบและเห็นจุดบกพร่องที่ต้องนำกลับไปร่วมกันขบคิดเพื่อแก้ไขในประเด็นคดีสิ่งแวดล้อม ... เช่น
- ประชาชนมีส่วนร่วมในเวทีรับฟังความคิดเห็นและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจต่อการดำเนินโครงการหรือการอนุญาตให้ดำเนินกิจการต่าง ๆ ในชุมชนจริงหรือไม่
- ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบติดตามการดำเนินงานระหว่างหน่วยงานรัฐกับเอกชนอย่างเปิดเผยโปร่งใสได้หรือไม่
- การกำกับดูแลมีปัญหาอย่างไรบ้าง
- กฎหมายและกระบวนการยุติธรรมต้องเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้างเพื่อให้เกิดภาระความรับผิดชอบของผู้ก่อมลพิษได้จริงหรือทำให้ผู้เสียหายได้รับการแก้ไขชดเชยเยียวยาได้จริง