ประเทศไทยนั้นติดอันดับท็อป 10 ของประเทศที่มีผู้ต้องขังจำนวนมากที่สุดในโลกมาตลอด โดยปีนี้อยู่ในอันดับที่ 7 มีผู้ต้องขังสูงถึงราว 3.2 แสนคนที่เข้า ๆ ออก ๆ เรือนจำ แต่ในขณะเดียวกันก็มีผู้ที่ได้รับการปล่อยตัวจากการลดโทษ พักโทษ และการอภัยโทษปีละไม่ต่ำกว่า 2 แสนคน
สถิตินี้บ่งชี้อะไร? หากเราไม่ปล่อยตัวผู้ต้องขัง ประเทศไทยจะมีจำนวนผู้ต้องขังมากกว่านี้และติดอันดับประเทศที่มีประชากรผู้ต้องขังสูงกว่านี้หรือไม่? เราบังคับใช้กฎหมายเพื่อการลงโทษมากเกินไปหรือไม่? เรามี “บทลงโทษ” ทางกฎหมายน้อยเกินไปหรือไม่?
ในการเสวนา “ปล่อยตัวเพราะกลับใจหรือปล่อยภัยสู่สังคม : การพิพากษาและการบังคับโทษที่เหมาะสมสำหรับสังคมไทย” ผู้ร่วมเสวนาได้ร่วมกันอภิปรายถึงการแสวงหามาตรการเพื่อสร้างสังคมปลอดภัย เมื่อมีการปล่อยตัวผู้ก้าวพลาดคืนสู่สังคม โดยมีคำถามเหล่านี้ผุดขึ้นระหว่างการประชุมเป็นระยะ ๆ
มองภาพรวมทำไมผู้ต้องขังไทยล้นคุก
ทราบหรือไม่ว่าในจำนวนผู้ต้องขัง 3.2 แสนคนนี้มีทั้งผู้ต้องขังเด็ดขาด ผู้ต้องขังระหว่างการพิจารณาคดี ผู้ต้องขังที่ถูกฝากขัง โดยมากกว่า 70% เป็นผู้ต้องขังในคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ซึ่งมีทั้งการมียาเสพติดในครอบครอง การเดินยา และการใช้ยา ส่วนคดีรองลงมาคือคดีเกี่ยวกับทรัพย์ ส่วนอีกกลุ่มเป็นคดีอุกฉกรรจ์จริง ๆ ที่มีจำนวนราว 10% ของจำนวนผู้ต้องขังทั้งหมด
แต่ละคดีย่อมมีบทลงโทษแตกต่างกัน โดยจากสถิติกรมราชทัณฑ์จะพบว่า จำนวนผู้ต้องขังส่วนใหญ่ หรือมากกว่า 50% เป็นผู้ต้องขังครั้งแรก มีโทษจำคุกไม่เกิน 3-5 ปี ทว่าเมื่อได้รับการปล่อยตัวออกมา จะพบว่ามีการกระทำผิดซ้ำในปีที่ 1-3 ราว 33% หรือหากมีผู้พ้นโทษ 100 คน พวกเขาก็จะกลับเข้าไปอยู่ในเรือนจำอีกครั้ง 33 คน ภายใน 3 ปี (สถิติล่าสุดปี 2565)
พวกเขาไม่ได้รับการยอมรับกลับคืนสู่สังคม พวกเขาถูกตีตราหางานสุจริตทำไม่ได้ หรือบางคนก็เป็นเพราะไม่เหลือความนับถือในตนเองและพร้อมจะทำผิดอีกครั้งเพื่อให้ได้กลับไปอยู่อย่างไร้อิสระ แต่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในเรือนจำ
นางสาวชลธิช ชื่นอุระ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมข้อกำหนดกรุงเทพและการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กล่าวถึงกรณีนี้ว่า จำนวนผู้ต้องขัง 3.2 แสนคนนั้นเกินกว่าศักยภาพของเรือนจำไทยที่มีศักยภาพรองรับผู้ต้องขังได้เพียงราว 2 แสนคนเท่านั้น และนั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องมีการบริหารจัดการโทษให้เหมาะสมกับผู้ต้องขังที่มีความแตกต่างหลากหลายให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด แม้จะมีทรัพยากรทั้งด้านบุคลากรและงบประมาณอันจำกัด
หลักการบริหารจัดการผู้ต้องขังที่เน้นการแก้ไขฟื้นฟู การใช้กลไกเพื่อลดโทษ ด้วยการสร้างผลประโยชน์ และนำไปสู่การสร้างความปลอดภัยแก่สังคม เพื่อให้โอกาสผู้ก้าวพลาด เป็นแนวทางสากลที่ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความหวังให้พวกเขามองเห็นศักยภาพในการปรับปรุงตัวเองและได้กลับมาใช้ชีวิตปกติในสังคมได้อีกครั้ง
“TIJ ได้ทำงานกับผู้ก้าวพลาดในคดีที่ไม่รุนแรง ทำให้เห็นว่าพวกเขาสูญเสียความเป็นตัวเอง ความเป็นพ่อแม่ และการยอมรับนับถือตนเองไป...เรือนจำจึงต้องบริหาร “ความหวัง” ให้คงอยู่ในขณะเดียวกันก็ต้องรักษาและควบคุมพฤติกรรมของผู้ต้องขัง”
อย่างไรก็ดี การบริหารนั้นมาพร้อมกับความเสี่ยงของเรือนจำ เพราะการมีศักยภาพไม่เพียงพอทั้งด้านบุคลากรและงบประมาณส่งผลให้เกิดความไม่ปลอดภัยทั้งต่อผู้ต้องขังและเจ้าหน้าที่
นางสาวชลธิช ได้ยกตัวอย่างถึงมาตรฐานระหว่างประเทศที่มีการนำมาใช้เพื่อบริหารบทลงโทษและลดความเสี่ยงเรือนจำ อาทิ ข้อหนดสหประชาชาติอย่างข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติสำหรับมาตรการที่มิใช่การคุมขัง (ข้อกำหนดโตเกียว) ที่กล่าวถึงมาตรการที่มิใช่การคุมขัง การพักโทษ และข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง (ข้อกำหนดกรุงเทพ) ที่ระบุถึงประโยชน์ของการปล่อยตัวก่อนกำหนดแบบมีเงื่อนไข สำหรับผู้หญิงที่มีภาระในการเลี้ยงดูบุตร เหล่านี้เป็นมาตรฐานที่ให้ความสำคัญกับเกณฑ์การปล่อยก่อนกำหนด โดยหลายประเทศก็ได้นำไปใช้เพื่อบริหารจัดการผู้ต้องขังที่มีความเสี่ยงหลากหลายและมีกลไกที่จะทำให้การปล่อยตัวก่อนกำหนดนั้นยังคงให้ความเชื่อมั่นต่อสังคมได้ว่าสังคมจะปลอดภัย
กลไกแบบใดทำให้ “ปล่อยตัว” ได้ “ปลอดภัย”
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปราโมทย์ เสริมศีลธรรม รองคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์ ดร.ศุภกิจ แย้มประชา อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และ ดร.สุรสิทธิ์ แสงวิโรจนพัฒน์ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้ร่วมกันอภิปรายถึงปัญหาเชิงทฤษฎี บทเรียนในต่างประเทศ และแนวทางสำหรับการปล่อยผู้กระทำผิดไว้อย่างน่าสนใจ
- เพิ่มบทลงโทษทางเลือก (Non-Custodial Measures)
“ไม่จำเป็นที่นักโทษจะต้องติดคุกตามที่ได้กำหนดโทษเสมอไป หากมีคนโดนโทษตลอดชีวิตและไม่มีความหวังเค้าก็จะอยู่ไปเรื่อย ๆ แบบนั้นไม่มีความหวัง ถ้ามีแบบนั้นเยอะ ๆ ในเรือนจำ จะบริหารอย่างไร ทุกคนกระด้างกระเดื่อง เราจำเป็นต้องให้เค้ามีความหวัง ได้โอกาสในการลดโทษ ปรับตัวเป็นคนดี สอดคล้องกับการบริหารโทษสมัยใหม่ในการแก้ไขฟื้นฟู” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปราโมทย์ กล่าวเปิดหลังจากยกตัวอย่างการปล่อยตัวผู้ต้องขังในคดีอุกฉกรรจ์หลายรายในประเทศไทยที่เป็นประเด็นให้ถกเถียงกันว่า เมื่อปล่อยออกมาแล้วจะการันตีความปลอดภัยของสังคมอย่างไร
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปราโมทย์ ระบุว่าตามหลักการสากลแล้ว แม้แต่ในกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) โทษที่ร้ายแรงที่สุดก็สามารถขออภัยโทษหรือลดหย่อนโทษได้ หรือในข้อกำหนดโตเกียวก็มีระบุเช่นกันว่าหลังศาลพิพากษาแล้ว มาตรการที่จะช่วยให้ผู้ต้องขังได้รับการปล่อยตัวก็ควรถูกนำมาใช้ได้เช่น บ้านกึ่งวิถี การลดหย่อนโทษ โดยมีเงื่อนไขว่ากระบวนการนี้ควรดำเนินการโดยศาลหรือองค์กรอื่นใดที่มีความเป็นอิสระ
อย่างไรก็ตาม สำหรับในประเทศไทย บทบาทของการบริหารโทษนั้นเป็นเรื่องของฝ่ายบริหาร คือคณะกรรมการพิจารณาพักการลงโทษ และกรมราชทัณฑ์ แต่ที่พบว่าเป็นปัญหาคือเมื่อเวลาผ่านไป บทลงโทษที่พิพากษาไว้กลับถูกลดลงเรื่อย ๆ เกณฑ์การเปิดโอกาสให้พักโทษมีเพิ่มมากขึ้น และสังคมรู้สึกไม่ปลอดภัย
“สิ่งที่ควรเป็นคือการปล่อยตัวเพื่อให้โอกาส แต่ในทางปฏิบัติคือการถูกบีบบังคับให้ต้องปล่อยบางคนที่ไม่พร้อมปล่อยแล้วปัญหาอยู่ที่ใด”
ผู้แทนจากคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ทัศนะว่า เรือนจำเป็นเพียงปลายน้ำของการแก้ปัญหานี้ โดยศาลควรมีเครื่องมือในการช่วยเบี่ยงเบนคดีจากโทษจำคุก เป็นมาตรการอื่น ๆ เช่นการรอลงอาญา โทษกักขัง การไกล่เกลี่ย หรือมาตรการอื่นใดที่ไม่ใช่การส่งไปเรือนจำ ตั้งแต่ในชั้นก่อนการพิจารณาคดี เพื่อแก้ปัญหาเชิงระบบนี้
- ออกแบบกลไกการพิพากษา-บังคับโทษให้สมดุล
ในขณะที่ อาจารย์ ดร.ศุภกิจ กล่าวถึงการพิพากษา การบังคับโทษ และวัตถุประสงค์การลงโทษว่า รากฐานการกำหนดโทษต้องอยู่บนความสมดุล กับความร้ายแรงของการกระทำผิด และคำนึงถึงโอกาสในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด
“มนุษย์มีศักยภาพพอที่จะเปลี่ยนแปลงได้ มีสิทธิที่จะมีความหวัง (right to hope) และเป็นมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ การยึดติดกับโทษโดยไม่ให้ความหวังถือเป็นการขัดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเข้าข่ายการปฏิบัติที่ไร้มนุษยธรรม และหมิ่นศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”
อาจารย์ ดร.ศุภกิจ ให้ความเห็นสอดคล้องกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปราโมทย์ด้วยว่า ประเทศไทยใช้โทษจำคุกมากเกินไป ทำให้เกิดปัญหาเรือนจำในระบบปัจจุบันที่เข้าง่าย ออกง่าย และควรจะทำให้เข้ายากขึ้น นอกจากนี้ควรคำนึงถึงประเด็นความโปร่งใสในการพิจารณาและพิพากษาคดี และการไม่ใช้โทษจำคุก ขณะเดียวกันเรือนจำก็ต้องทำหน้าที่เตรียมคืนคนสู่สังคมอย่างมีประสิทธิภาพ มีการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยและสอดส่องติดตามหลังปล่อยตัวอย่างเป็นระบบ
“การกำหนดเกณฑ์ปล่อยตัวนั้นควรพิจารณาว่าจะต้องคุมขังมาแล้วอย่างน้อยเท่าใดก่อนปล่อย ใครควรตัดสินใจปล่อย มีอำนาจปล่อย กระบวนการเป็นอย่างไร และเกณฑ์ควรเป็นอย่างไร โดยให้มีกำหนดเวลาที่แน่นอนและมีกำหนดตายตัวโดยกฎหมายหรือให้ศาลกำหนดเป็นรายคดี”
สำหรับโมเดลที่นำมาเป็นบทเรียนได้ อาจารย์ ดร.ศุภกิจ ยกตัวอย่างการใช้คณะกรรมการพักการลงโทษในอังกฤษ เป็นรูปองค์คณะในการตัดสินใจซึ่งมีความเป็นอิสระไม่น้อยกว่าศาล โดยอาจเคยเป็นอดีตผู้พิพากษาหรือผู้พิพากษา นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงบทบาทของฝ่ายตุลาการในการตรวจสอบและบริหารโทษที่ฝ่ายบริหารกำหนด โดยแบ่งเป็นศาลยุติธรรมและศาลปกครอง หลักการคือใช้อำนาจฝ่ายปกครองตรวจสอบองค์กรตุลาการ การพิจารณาเรื่องการปล่อยตัวเป็นอำนาจของศาล โดยศาลปกครองพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งคณะกรรมการที่พักการลงโทษได้
ด้าน อจ.ดร.สุรสิทธิ์ ยกตัวอย่างระบบของศาลและกฎหมายเยอรมันว่ามุ่งเน้นที่แนวทางการให้โอกาสครั้งที่ 2 แก่ผู้ต้องขัง โดยการบังคับโทษเป็นเรื่องขององค์คณะบังคับโทษอาญา เป็นแผนกพิเศษในศาลจังหวัด ซึ่งองค์คณะผู้ทำหน้าที่พิจารณาเป็นผู้พิพากษาอาชีพ
นอกจากนี้ยังมีองค์คณะแตกต่างกันตามประเภทของความผิด องค์คณะนี้จะเริ่มดำเนินการเมื่อคำพิพากษาศาลถึงที่สุดและจำเลยเข้าเรือนจำแล้ว กล่าวคือ เมื่อนักโทษจำคุกรับโทษครบเกณฑ์ขั้นต่ำ ศาลบังคับโทษฯ จะเปิดการไต่สวน เน้นการประเมินความเสี่ยงเชิงลึก (Risk Assessment) ศาลจะสั่งให้มีนักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญประเมินว่า หากปล่อยตัวไป ผู้ต้องขังจะไปทำความผิดซ้ำหรือเป็นอันตรายต่อสังคมหรือไม่ รวมถึงคำนึงถึงบุคลิกภาพ ประวัติ พฤติกรรม สภาพแวดล้อมที่จะกลับไปอยู่ ความยินยอมของผู้ต้องขัง และความยินยอมของผู้เสียหายด้วย
นอกจากนี้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ปราโมทย์ ได้ยกตัวอย่างกรณีของประเทศฝรั่งเศสในกรณีของกลุ่มผู้กระทำผิดร้ายแรง เช่น คดีฆ่าข่มขืน ฆ่าผู้เยาว์ว่า จะมีการกำหนดระยะเวลารับโทษเพื่อความปลอดภัยของสังคม มีระยะเวลาที่จำเลยต้องรับโทษอย่างแน่นอน โดยไม่อาจได้รับประโยชน์จากการบริหารโทษได้ โดยมีศาลบังคับโทษ ซึ่งการกำหนดระยะเวลารับโทษลักษณะนี้สามารถนำมาใช้ในประเทศไทยก่อนที่จะใช้ พรบ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 (มีผลบังคับใช้ 24 มกราคม พ.ศ. 2566) ได้
ถึงเวลาเปลี่ยน ให้เรือนจำเข้า-ออกยาก สร้างสังคมปลอดภัย
ในช่วงท้าย ผู้ร่วมวงเสวนาให้ความเห็นว่า ก่อนจะแก้ไขปัญหาดังกล่าว ต้องยอมรับก่อนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นปัญหา และต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาในเชิงระบบร่วมกันทุกฝ่าย โดยกำหนดบทบาทหน้าที่แต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน ตั้งแต่การปฏิรูปกฎหมายอาญาที่มีมากเกินความจำเป็น การสนับสนุนให้มีแนวทางเบี่ยงเบนคดีจากโทษจำคุกเป็นมาตรการที่มิใช่การคุมขัง และเครื่องมืออื่นใดที่จะช่วยลดการจำคุกได้ การพิจารณาการปล่อยตัวผู้ต้องขังอย่างเข้มงวดให้คนไม่พร้อมออกต้องอยู่ และคนที่พร้อมก็ควรได้รับการสนับสนุนให้กลับสู่สังคม
นางสาวชลธิช เสริมด้วยว่า การจะนำโมเดลใด ๆ มาใช้นั้นต้องพิจารณาถึงบริบทในประเทศไทยด้วยว่าระบบเรือนจำไทยกำลังดูแลคนประเภทใดอยู่ โดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นภัยต่อสังคม มีเหยื่อ มีผู้เสียหาย และมีโอกาสจะเพิ่มผู้เสียหายในอนาคต ควรจะมีคณะกรรมการพิจารณาการพักโทษที่เป็นอิสระ ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยสาธารณะที่ไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกับเรือนจำ (Conflict of Interest) มีการพิจารณาความเสี่ยงทั้งในมิติวิทยาศาสตร์ จิตใจ ความพร้อมในการกลับตัว โดยมีเครื่องมือที่ติดตามตรวจสอบได้ และความเข้มข้นของคณะกรรมการอิสระยิ่งต้องเข้มข้น หากเป็นผู้ต้องโทษสูงมีความเสี่ยงสูง หรือเป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของสังคม (High Profile)
“กลไกการพิจารณาไม่จำเป็นต้องมีระบบเดียว เพราะเรามีคนหลายกลุ่ม หากออกแบบกลไกที่ยืดหยุ่นและเข้าใจผู้ที่อยู่ในเรือนจำ ให้กรมราชทัณฑ์มีเครื่องมือบริหารจัดการโทษ และฝ่ายตุลาการมีบทบาทร่วมแก้ไขและแนวทางบังคับโทษก็เป็นเรื่องน่าสนใจที่จะนำมาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป”
บทความนี้เป็นความสรุปจากโครงการเสวนา “ปล่อยตัวเพราะกลับใจหรือปล่อยภัยสู่สังคม : การพิพากษาและการบังคับโทษที่เหมาะสมสำหรับสังคมไทย” ดำเนินรายการ โดย อาจารย์ศิรธัช ศิริชุมแสง อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยวันที่ 18 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุมสุรเกียรติ์ เสถียรไทย ชั้น 4 อาคารเทพทวาราวดี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย