ยอมรับนโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้มีการใช้คุกกี้ (cookie) เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานและเพิ่มความพึงพอใจต่อการได้รับการเสนอข้อมูลและเนื้อหาต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านได้อนุญาตให้เราใช้คุกกี้ตามนโยบายคุกกี้ของเรา

รายละเอียดเพิ่มเติม

ในโรงเรียน เราเห็นเด็ก “มีปัญหา” ในหลาย ๆ ด้าน ทั้งในด้านอารมณ์ ความรุนแรง การแยกตัว หรือการรวมกลุ่ม การขาดเรียน รวมไปถึงบุคลิกการแต่งกาย แต่แท้จริงแล้ว นั่นอาจจะไม่ใช่ “ปัญหา”

 

หากเป็น “การสื่อสาร” สัญญาณเพื่อขอความช่วยเหลือในแบบที่เขาทำได้

 

คำถามคือ เรา ในฐานะครู ในฐานะคนที่อยู่รอบข้าง เราอ่านสัญญาณเหล่านั้นออกไหม?

 

ในบทความที่ผ่านมา เราได้เรียนรู้ถึงความสำคัญของกระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยา (Restorative Justice – RJ) และแนวทางการนำไปใช้ในการจัดการความขัดแย้งในโรงเรียน ส่วนในบทความนี้เราจะพาไปรู้จักกับ 6 กรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริงจากโรงเรียนไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเมื่อครูและโรงเรียนเลือกที่จะมองทะลุเปลือกนอก เข้าไปสู่ต้นตอที่แท้จริงของปัญหา สิ่งที่ตามมาอาจเปลี่ยนแปลงชีวิตเด็กได้

 

ทั้งนี้ กรณีตัวอย่างทั้งหมดได้รับการเรียบเรียงโดยหลีกเลี่ยงการเปิดเผยข้อมูลที่อาจนำไปสู่การระบุตัวเด็ก โรงเรียน หรือครอบครัว และมุ่งนำเสนอเฉพาะสาระสำคัญที่สะท้อนบทเรียนจากการใช้กระบวนการ RJ เพื่อประโยชน์ด้านนโยบาย การพัฒนาระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน และการสื่อสารเท่านั้น

 

6 เรื่องเล่า RJ จากรั้วโรงเรียนไทย 

 

 

1.  เดอะแบก

 

ความกดดันที่สะสมจนพร้อมปะทุ และสิ่งที่เด็กต้องการจริง ๆ คือความเข้าใจ

 

เด็กคนหนึ่งมีความฝันที่จะเป็นนักกีฬาของโรงเรียน เขาเป็นคนร่าเริง ชอบกีฬา และคอยดูแลเพื่อน ๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะเพื่อนซึ่งมีภาวะออทิซึม แต่เขามีหน้าที่ดูแลผู้ป่วยติดเตียงในครอบครัวหลังเลิกเรียนก่อนที่จะไปฝึกซ้อมฟุตซอล โดยสลับหน้าที่กับแม่ที่ต้องออกไปทำงานในช่วงเย็นวันหนึ่งเมื่อถูกเพื่อนซึ่งมีภาวะออทิซึมเข้ามาพยายามรั้งไว้เพื่อจะเล่นด้วย ทำให้เขาเครียดและกดดันว่าจะกลับไปดูแลผู้ป่วยช้า และกลัวว่าจะไปซ้อมกีฬาไม่ทัน เขาจึงระเบิดอารมณ์และชกต่อยกับเพื่อนคนดังกล่าวจนเกิดการบาดเจ็บ เมื่อทราบเรื่อง ครูไม่รีบเข้ามาทำโทษในทันที แต่เริ่มจากการถามและรับฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ จนกระทั่งได้รู้ว่าปัญหาไม่ได้เริ่มจากการทะเลาะครั้งนั้นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของแรงกดดันและภาระจากการดูแลผู้ป่วยติดเตียงในครอบครัว ต่อมา ครูจึงนัดผู้ปกครองและผู้ดูแลของทั้งสองฝ่ายมานั่งคุยกัน เพื่อให้ทุกคนเข้าใจบริบทชีวิตของเด็ก และช่วยกันหาทางออกที่ทำได้จริง

 

 

การทะเลาะในโรงเรียนที่เกิดจากการแบกรับภาระเกินวัยของเด็กคนหนึ่งกลายเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบไปถึงเด็กคนอื่น ๆ ในโรงเรียนได้เช่นกัน และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้เด็กที่เป็นคู่กรณี ครู ผู้ปกครอง และผู้ดูแลในครอบครัว ต้องเข้ามามีส่วนร่วมรับรู้ถึงแรงกดดันและความเครียดสะสมของเด็กคนนี้

 

การใช้กระบวนการ RJ รับฟัง จัดวงสนทนาร่วมกับครอบครัว และเปิดใจเพื่อให้ทุกฝ่ายได้แสดงความรู้สึกและข้อจำกัด พร้อมกับหาทางออกร่วมกัน นำไปสู่การสร้างความเข้าใจ การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน ทำให้ครอบครัวเข้าใจเด็กมากขึ้น พร้อมเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ชีวิตที่สดใสสมวัยได้เหมือนเด็กคนอื่นต่อไป 

 

 

2.  เงินที่หายไป

 

จากการถูกตัดสินจากภายนอก สู่การค้นพบตัวเองที่เปลี่ยนเส้นทางชีวิต

 

เรื่องราวนี้เกิดขึ้นเมื่อเงินของครูหาย แล้วเด็กคนหนึ่งตกเป็น ผู้ต้องสงสัยในทันที เพราะภาพลักษณ์ภายนอกที่ทำให้คนอื่น ๆ คิดว่าเขาน่าจะเป็นคนเอาไป แต่ครูกลับยังไม่รีบด่วนตัดสิน หากใช้วิธีการค่อย ๆ แยกคุยกับผู้เกี่ยวข้องทีละคน และใช้ความไว้วางใจในการหาข้อเท็จจริง แทนการบังคับให้รับสารภาพ สุดท้ายความจริงจึงปรากฏว่า คนที่เกี่ยวข้องที่แท้จริงคือเด็กอีกคนหนึ่งที่ไม่มีใครสงสัยตั้งแต่แรก ครูจึงค่อย ๆ ทำความเข้าใจเหตุผลของการกระทำร่วมกับนักเรียน จากนั้นจึงมีการจัดวงพูดคุยเพื่อเยียวยา ทั้งเด็กที่ถูกกล่าวหา และเด็กที่ทำผิด

 

 

กระบวนการ RJ ที่ครูนำมาใช้เป็นการเลือกรับฟังอย่างรอบด้าน โดยจัดวงพูดคุยทั้งรายบุคคลเพื่อให้เกิดความไว้วางใจ นำมาสู่การเปิดโอกาสให้ยอมรับความจริงด้วยตัวเอง และพูดคุยระหว่างผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งเด็กผู้ถูกกล่าวหา เด็กผู้ถูกกระทำ ครูประจำชั้น ครูที่ผ่านการอบรม RJ รวมทั้งนักจิตวิทยา ช่วยให้ทุกฝ่ายได้แสดงความรู้สึก ได้ขอโทษ และร่วมกันวางแผนในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยไม่ทำให้ผู้กระทำผิด ถูกตีตรา

 

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ครูจึงเป็นผู้คืนความเป็นธรรมให้เด็กที่ถูกเข้าใจผิด ส่วนเด็กที่กระทำผิดก็ได้รับผิดชอบอย่างจริงใจ และฟื้นฟูความเชื่อใจ ในห้องเรียนได้

 

 

3.   คนที่ถูกลืม

 

เมื่อครอบครัวละเลย โรงเรียนจะเป็นพื้นที่ปลอดภัย ให้เด็กได้ไหม

 

ครูสังเกตว่าเด็กคนหนึ่งใส่เสื้อกันหนาวตัวเดิมทุกวัน สะพายกระเป๋าที่สายขาด และมีกลิ่นตัวแรง เป็นระยะเวลานาน จนเพื่อนเริ่มนั่งใกล้ ๆ ไม่ได้ ครูจึงเข้าไปสอบถาม ตอนแรกเด็กไม่ยอมบอกเล่าให้ครูฟัง แต่ครูยังค่อย ๆ ถามและติดตาม พบว่าเด็กไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมจากที่บ้าน บางวันหลังเลิกเรียนก็ไม่มีคนมารับ และต้องใช้ชีวิตอยู่หน้าห้างสรรพสินค้า ครูจึงประสานครูประจำชั้น ผู้บริหาร ผู้ปกครอง และคนรอบตัว เพื่อช่วยกันดูแลเด็กอย่างจริงจัง

 

เมื่อครูเข้ามาให้ความช่วยเหลือด้วยกระบวนการ RJ โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างเด็ก ครูประจำชั้น ครู และผู้บริหารโรงเรียน ผู้ปกครอง คนรอบตัว และชุมชน จึงได้เห็นว่าเบื้องหลังของปัญหาคือการที่เด็กถูกละเลย เนื่องจากขาดการดูแลจากครอบครัว ทำให้สุขอนามัยย่ำแย่ และส่งผลต่อการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และเสี่ยงที่จะถูกตีตราในที่สุด

 

วิธีการ RJ ที่ครูนำมาใช้ คือการเก็บข้อมูลจากหลายฝ่ายด้วยการสร้างความไว้วางใจจากเด็ก  พูดคุยกับผู้ปกครอง และทำข้อตกลงร่วมระหว่างผู้เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง กระทั่งสุดท้ายแล้วเด็กก็มีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น เพราะได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ ทำให้รู้สึกปลอดภัยและกลับมาเชื่อใจผู้อื่นได้อีกครั้ง

 

 

4.   กระจกสู่ใจ

 

เมื่อการทำลายข้าวของคือเสียงของเด็กที่ไม่รู้จะสื่อสารอย่างไร

 

ครูได้รับแจ้งว่าเด็กทำลายประตูห้องน้ำ ตอนแรกเด็กปฏิเสธและไม่ยอมเล่าอะไร ครูยังไม่เร่งเอาคำตอบ แต่ค่อย ๆ สร้างความเชื่อใจ และทำให้เด็กรับรู้ว่าครูต้องการช่วย ไม่ได้ต้องการซ้ำเติม หลังใช้เวลาหลายวัน เด็กจึงยอมเล่าว่า เขารู้สึกว่าตนเอง ไม่มีตัวตน ในครอบครัว และใช้การทำลายของเพื่อเรียกร้องความสนใจ ครูจึงมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องวินัย แต่เป็นเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวที่มีปัญหา จึงชวนผู้ปกครองเข้ามาคุยในเวลาที่เด็กพร้อม

 

ประเด็นของปัญหาในครอบครัวเป็นจิ๊กซอว์สำคัญที่มักจะเข้ามามีบทบาทต่อพฤติกรรมของเด็กในโรงเรียน ครูจึงต้องหมั่นสังเกตเด็ก ๆ อย่างพฤติกรรมทำลายทรัพย์สินอาจเชื่อมโยงได้กับความรู้สึกถูกทอดทิ้งและต้องการการยอมรับ

 

อย่างในกรณีนี้ เมื่อทราบถึงปัญหา ครูได้นำกระบวนการ RJ มาใช้ โดยรับฟังถึงปัญหาอย่างจริงใจ สร้างความไว้วางใจ พร้อมเป็นพื้นที่ปลอดภัย ให้แก่เด็ก ก่อนจะประสานผู้บริหารเพื่อให้ความช่วยเหลือ ทำให้การรับผิดไม่กลายเป็นการถูกตีตรา ทั้งยังประสานความร่วมมือกับผู้ปกครอง ของเด็กเพื่อให้ทราบถึงความต้องการของเด็กด้วยว่าอยากให้ครอบครัวเข้าใจตนเองและยอมรับ

 

 

5.   กอดสุดท้าย

 

ความขัดแย้งกับเพื่อน บวกกับภาระจากครอบครัว มันหนักเกินไปสำหรับเด็กคนเดียว

 

วันหนึ่งครูได้รับแจ้งว่าเด็กคนหนึ่งเริ่มทำร้ายตนเอง จนตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเสียชีวิต เมื่อครูเข้าไปช่วยและเริ่มพูดคุย เด็กจึงเล่าว่าเกิดจากการถูกเพื่อนแกล้งและไม่คุยด้วย จนรู้สึกโดดเดี่ยวมาก ครูไม่รีบตำหนิใคร แต่เริ่มจากการรับฟังความรู้สึก ของเด็กก่อน แล้วจึงชวนคู่กรณีมาพูดคุยให้เห็นผลกระทบที่เกิดขึ้น หลังจากนั้นโรงเรียนยังติดตามสภาพจิตใจของเด็ก ส่งต่อผู้เชี่ยวชาญ และทำงานร่วมกับครอบครัว เพื่อให้เด็กได้รับการดูแลต่อเนื่อง

 

 

จะเห็นได้ว่ากรณีเช่นนี้ แม้จะเริ่มจากความขัดแย้งกับเพื่อน ถูกกลั่นแกล้ง แต่แท้จริงแล้ว เบื้องหลังคือการที่เด็กขาดความมั่นคงทางใจ และครอบครัวเองก็ยังไม่เข้าใจความรู้สึกของเด็ก

 

ครูที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือได้ใช้วิธีการ RJ โดยการรับฟังเด็กโดยไม่ตัดสิน มีการสะท้อนความรู้สึก และจัดกลุ่มพูดคุยระหว่างเด็กผู้ได้รับผลกระทบ คู่กรณี ครูแนะแนว ครูประจำชั้น ผู้บริหาร ผู้ปกครอง อีกทั้งจากการพูดคุยยังทำให้ทราบไปถึง ปัญหาทางสุขภาพจิตของเด็ก จึงมีการส่งต่อให้นักจิตวิทยาและแพทย์ได้ร่วมดูแล

 

ผลจากความช่วยเหลือในครั้งนี้ช่วยให้เด็กได้ฟื้นฟูความสัมพันธ์กับเพื่อน ได้รับการดูแลทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน

 

ความภูมิใจของครูในเรื่องราวนี้คือ เด็กได้มาบอกกับครูว่า “ตอนนี้ชีวิตหนูดีมากขึ้นเลย แม่ก็กอดหนูมากขึ้น ให้ความรักกับหนูมากขึ้น” โดยขณะนี้โรงเรียนยังได้ให้การสนับสนุนเรื่องทุนการศึกษา เนื่องจากเด็กมีพฤติกรรมดีและมีจิตอาสาด้วย

 

 

6. ตัวคนเดียว

 

เก็บกด แยกตัว และเกือบหลุดจากระบบการศึกษา โรงเรียนจะรับมืออย่างไร

 

ครูพบว่าเด็กคนหนึ่งขาดเรียนสะสมจนเกือบหมดสิทธิ์สอบ มองอย่างผิวเผินดูเหมือนเป็นปัญหาเรื่องวินัย แต่เมื่อครูติดตามลึกลงไปจึงพบว่า เด็กคนนี้อาศัยอยู่ลำพังเป็นส่วนใหญ่ ไม่มีผู้ใหญ่ดูแลใกล้ชิด ติดเกม เรียนไม่ทัน งานค้างเยอะจนทำให้ไม่อยากมาโรงเรียน ครูจึงได้พยายามติดต่อผู้ปกครอง แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือมากนัก สุดท้ายจึงหันไปหาพี่ชายของเด็กซึ่งเป็นศิษย์เก่าโรงเรียนเดียวกัน และสนิทกับครู เป็นคนที่เด็กยอมฟัง พี่ชายได้เข้ามาช่วยพาน้องมาเรียน ช่วยจัดการงานค้าง และร่วมมือกับครูเพื่อประคองเด็กกลับเข้าสู่ระบบในที่สุด

 

 

กรณีนี้ เด็กมีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะหลุดจากระบบการศึกษาในระยะยาวหากไม่มีการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที วิธีการที่ครูใช้ดึงเด็กกลับสู่ระบบคือการติดตามดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ให้เด็กได้เปิดใจเล่าปัญหา ครูจึงเข้าใจว่าพี่ชายเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเด็กคนนี้ และได้ติดต่อพี่ชายที่เด็กไว้ใจให้มาทำหน้าที่แทนผู้ปกครอง ตลอดจนวางแผนการติดตามความคืบหน้าทั้งการเข้าเรียน การส่งงาน และการดูแลการใช้ชีวิตประจำวันร่วมกับพี่ชาย

 

เมื่อได้รับการดูแลเอาใจใส่ เด็กไม่รู้สึกว่าตนเองโดดเดี่ยวและต้องแก้ปัญหาลำพังอีกต่อไป จึงสามารถกลับเข้าสู่ระบบการเรียนอีกครั้ง และมีผู้ใหญ่ที่แม้ไม่ใช่ผู้ปกครองโดยตรง แต่สามารถเข้ามาช่วยดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้นด้วย

 

เมื่อพฤติกรรมคือการสื่อสารรูปแบบหนึ่ง

 

สิ่งที่เรื่องราวทั้ง 6 เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นตรงกันคือ ปัญหาที่ปรากฏในโรงเรียนมักไม่ใช่เพียง "พฤติกรรมของเด็ก" แต่คือหนึ่งในวิธีที่เด็กสื่อสารว่าตนเองกำลังต้องการความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะมาจากความสัมพันธ์ที่แตกร้าว ความกดดันในครอบครัว ความเปราะบางทางอารมณ์ หรือการขาดผู้ใหญ่ที่รับฟังอย่างแท้จริง

 

สิ่งที่ทำให้กระบวนการช่วยเหลือได้ผลในทุกกรณีไม่ใช่การเร่งหาคนผิดหรือการลงโทษโดยทันที แต่คือการมีผู้ใหญ่ในโรงเรียนที่มองเห็นสัญญาณเล็ก ๆ การรับฟังโดยไม่ตัดสิน และการทำงานร่วมกันระหว่างครู ผู้บริหาร ครอบครัว และหน่วยงานสนับสนุน เพื่อสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ให้เด็กได้บอกเล่าความต้องการที่แท้จริงออกมา

 

กรณีเหล่านี้ชี้ให้เห็นความสำคัญ 5 ประการ ของการบริหารจัดการโรงเรียนที่คำนึงถึงสภาพปัญหาที่เด็กเผชิญ ได้แก่ การมีระบบตรวจจับสัญญาณการขอความช่วยเหลือ เมื่อเด็กมีแนวโน้มอยู่ในสถานการณ์เสี่ยง การมีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพูดคุย การทำงานเชื่อมต่อกับครอบครัวและหน่วยงานภายนอก การหลีกเลี่ยงการตีตราเด็กจากพฤติกรรมที่แสดงออก และการมองการฟื้นฟูความสัมพันธ์เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลช่วยเหลือนักเรียนอย่างเป็นระบบ

 

เพราะเมื่อโรงเรียนกลายเป็นพื้นที่ที่เด็กรู้สึกว่ามีคนเห็น มีคนฟัง และมีคนพร้อมช่วย โรงเรียนก็ไม่ใช่แค่สถานที่เรียน แต่คือก้าวแรกของการสร้าง "สังคมปลอดภัย ให้หัวใจเด็กไทยอบอุ่น"



ขอขอบคุณข้อมูลจากคณะทำงาน: อุกฤษฎ์ ศรพรหม, อรรุจี อ่อนหวาน, อรปรางค์ พรเพิ่มพูน

Back

Most Viewed

chat