ความรุนแรงคือเรื่องธรรมดาในสังคมไทย เราสามารถพบเห็นความรุนแรงทั้งกายวาจาและใจได้ทั่วไปทั้งที่บ้าน ที่ทำงาน โรงเรียน มหาวิทยาลัย รวมทั้งโลกออนไลน์ และหลายคนมีความรู้สึกร่วมไปกับความรุนแรงนั้น เสียใจ เห็นใจ อยากแก้แค้น อยากต่อว่าด่าทอ อยากกระทำกลับให้สาสม สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างของความรุนแรงที่ถูกถ่ายทอดในสังคมและคนมองว่าเป็นเรื่องปกติ
เด็กก็เป็นกลุ่มหนึ่งที่เป็นได้ทั้งเหยื่อและผู้กระทำความรุนแรงนั้น
หากจำกันได้ เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา เด็กคนหนึ่งก่อเหตุรุนแรงในห้างสรรพสินค้าชื่อดังแห่งหนึ่งกลางกรุงเทพฯ วันที่เราทราบข่าว แน่นอนว่าความรู้สึกสะท้อนกลับล้วนเป็นความคับข้องใจขุ่นใจที่เด็กกระทำความผิดรุนแรง และไม่นานต่อมา หลายคนก็รู้สึกโกรธที่เด็กไม่ได้รับโทษอย่างสาสมกับความผิด
แต่จริง ๆ แล้ว เมื่อเด็กคนหนึ่งที่กระทำผิดจะได้รับโทษอย่างไร?
เด็กและเยาวชนได้รับความคุ้มครองตามพรบ.คุ้มครองเด็ก เด็กที่กระทำผิดจะไม่ถูกเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการถูกดำเนินคดีอาญา และนั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้สังคมรู้สึกว่าเด็กไม่ได้รับโทษทัณฑ์ใด ๆ เพราะพวกเขาไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารนั้นจากสื่อมวลชน
ทำไมคดีของเด็กถึงเป็น "ความลับ"?
เมื่อเด็กกระทำผิด พวกเขาจะได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและเสรีภาพของเด็ก ซึ่งในไทยมีการใช้กฎหมายที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลเกี่ยวกับสิทธิเด็กในกระบวนการยุติธรรม ได้แก่ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) และมีกฎหมายแยกออกมาในเรื่องเด็ก เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 (พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก) พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 (พ.ร.บ.ศาลเยาวชนฯ)
ในกรณีนี้ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กระบุไว้ว่าสื่อมวลชนหรือประชาชนทั่วไปต้องไม่เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับเด็กที่กระทำความผิดและเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเด็กที่ให้ความสำคัญต่อภูมิหลัง พัฒนาการ และปัจจัยด้านสมองของเด็ก ตลอดจนการใช้ชีวิตในอนาคตเมื่อพวกเขาพ้นจากกระบวนการยุติธรรมไปแล้ว
อายุชี้ชะตา: กฎหมายไทยดูแลเด็กที่ทำผิดอย่างไรในแต่ละช่วงวัย
ตามกฎหมายอาญาของประเทศไทย กลุ่มผู้กระทำผิดอายุน้อยจะถูกแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม โดยกลุ่มแรก เด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปีไม่ต้องรับโทษทางอาญา อันได้แก่โทษ 5 ประการ คือ ริบทรัพย์ ปรับ กักขัง จำคุก และประหารชีวิต เพราะด้วยวัยทำให้พวกเขายังมีพัฒนาการทางสมองและประสบการณ์ชีวิตไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจ แต่ใช่ว่าจะไม่มีการนำมาตรการใด ๆ มาใช้ โดยศาลอาจพิจารณาให้ใช้มาตรการอื่น ๆ กับเด็กได้ตามกฎหมาย เช่น มาตรการคุ้มครองเด็ก การว่ากล่าวตักเตือน การประชุมกลุ่มครอบครัว มาตรการคุ้มครองสวัสดิภาพ เป็นต้น
สำหรับกลุ่มที่ 2 เด็กที่อายุมากกว่า 12 แต่ไม่เกิน 15 ปี ถ้าทำผิด กฎหมายยกเว้นความรับผิดให้ไม่ต้องรับโทษทางอาญาเช่นกัน แต่ศาลมีอำนาจสั่งมาตรการพิเศษที่เหมาะสมกับเด็กและลักษณะความร้ายแรงขอเหตุการณ์ เช่นการว่ากล่าวตักเตือน การคุมความประพฤติ การส่งเข้ารับการฝึกในสถานฝึกอบรมหรือคุมประพฤติ หรือมาตรการอื่นที่มุ่งแก้ไขฟื้นฟูพฤติกรรม มากกว่าการลงโทษแบบผู้ใหญ่
หากพบว่าเป็นความผิดที่มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี สามารถทำแผนบำบัดฟื้นฟู ประชุมกลุ่มครอบครัว ทำให้เด็กยังคงอาศัยอยู่กับพ่อแม่ได้ โดยจะมีเจ้าหน้าที่เข้ามาติดตามตรวจสอบ ซึ่งทำให้เด็กไม่ต้องมีประวัติอาชญากรรมและไม่ต้องออกจากโรงเรียน ถือเป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์สูงสุดของเด็ก
ส่วนบุคคลกลุ่มที่ 3 อายุมากกว่า 15 ปี แต่ยังไม่ถึง18 ปี ศาลอาจตัดสินลงโทษหรือไม่ก็ได้ ถ้าลงโทษ จะลงโทษกึ่งหนึ่งหรือหนึ่งในสามของโทษผู้ใหญ่ โดยใช้ประกอบกับ พรบ.อื่น และอาจจะต้องลงประวัติอาชญากรรม โดยคำนึงถึงอายุ สภาพแวดล้อม พฤติการณ์แห่งคดี และโอกาสในการกลับตนเป็นสำคัญ แต่หากเห็นว่าไม่สมควรลงโทษ ก็สามารถใช้มาตรการเพื่อการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูแทนได้ซึ่งขึ้นกับดุลยพินิจของศาล แต่หากได้รับการยกเว้นโทษก็จะมีกำหนดมาตรการฟื้นฟูเช่นกัน และสุดท้ายกลุ่มที่ 4 บุคคลอายุมากกว่า 18 ปี แต่ยังไม่เกิน 20 ปี ถ้าทำผิดจะต้องได้รับโทษ แต่ศาลอาญาจะลดโทษ 1/3 หรือกึ่งหนึ่ง
โดยทั้งหมดนี้ หากเป็นความผิดที่สร้างความเสียหาย ถือเป็นการละเมิดต่อผู้อื่น ก็ยังคงมีความผิดทางแพ่งที่ต้องชดเชยเยียวยาให้กับผู้เสียหาย ซึ่งผู้ปกครองจะต้องมาร่วมรับผิดด้วย
จะเห็นได้ว่า เด็กในกระบวนการยุติธรรมไทย คือผู้ที่มีอายุ 12-20 ปี พวกเขาจะได้รับการคุ้มครองสิทธิที่สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเด็ก และจะยังไม่ได้รับโทษทางอาญาอย่างสมบูรณ์ อย่างไรก็ดี หากกระทำผิดหรือมีความเสี่ยงจะทำผิดก็จะต้องผ่านกระบวนการหรือมาตรการพิเศษที่คำนึงถึงพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจ ภูมิหลังทางสังคมและเศรษฐกิจของครอบครัว และประสบการณ์ เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเข้าใจพวกเขาได้มากขึ้นและสามารถส่งเสริมให้ได้รับการฟื้นฟูเยียวยาอย่างตรงจุด ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทัศนคติ และการใช้ชีวิตอย่างปกติในสังคมได้อย่างยั่งยืน
นอกจากนี้ จากรายงานวิจัยและประสบการณ์นานาชาติชี้ตรงกันด้วยการลงโทษที่รุนแรงอาจสนองความรู้สึกของสังคมในระยะสั้น แต่หากเด็กคนหนึ่งออกมาจากกระบวนการยุติธรรมโดยไม่ได้รับการฟื้นฟู โอกาสที่เขาจะกระทำผิดซ้ำก็ยังคงอยู่ คำถามสำคัญไม่ได้มีเพียงว่าใครผิดหรือจะลงโทษอย่างไร แต่ควรคำนึงถึงว่าใครได้รับความเสียหาย ใครได้รับผลกระทบบ้าง ความเสียหายนั้นควรได้รับการเยียวยาอย่างไร และจะทำอย่างไรให้เด็กเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเองอย่างแท้จริง
ในบทความต่อไป EP.2 เด็กกระทำผิดในโรงเรียน ต้องลงโทษ หรือต้องเยียวยา? เราจะมาเจาะลึกกันว่ากระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยามีวิธีการและบทบาทอย่างไรในการแก้ไขพฤติกรรม และตัดวงจรความเสี่ยงตั้งแต่ต้น รวมถึงโรงเรียน ครอบครัว และชุมชนจะร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กได้เติบโตอย่างมั่นคงได้อย่างไร
อ้างอิง
-
“เด็ก x ความรุนแรง” ตกผลึกบทบาทของสังคมกับความรุนแรงในเด็ก https://www.tijthailand.org/article/detail/50
-
เมื่อเด็กคนหนึ่งกระทำความผิด .. เส้นทางสู่กระบวนการยุติธรรมและการให้ความยุติธรรมให้กับผู้เสียหาย https://www.tijthailand.org/th/article/detail/juvenile-justice
-
‘ความยุติธรรมสำหรับเด็ก’ ต้องเริ่มจากความเข้าใจ ไม่ใช่การลงโทษแบบตัดเสื้อโหล: อุกฤษฏ์ ศรพรหม https://www.the101.world/juvenile-justice-ukrit-interview/