ยอมรับนโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้มีการใช้คุกกี้ (cookie) เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานและเพิ่มความพึงพอใจต่อการได้รับการเสนอข้อมูลและเนื้อหาต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านได้อนุญาตให้เราใช้คุกกี้ตามนโยบายคุกกี้ของเรา

รายละเอียดเพิ่มเติม

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่หมุดหมายทางยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญในการพัฒนาประเทศ นั่นคือกระบวนการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development: OECD) ซึ่งนับเป็นกระบวนการที่ไม่เพียงสะท้อนถึงการยอมรับในระดับสากลเท่านั้น หากยังเป็น "โอกาสทอง" ในการทบทวน ปรับปรุง และยกระดับโครงสร้างด้านกฎหมาย นโยบาย ธรรมาภิบาล และการบริหารงานภาครัฐทั้งระบบ

 

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2569 เวลา 13.30 – 16.00 น. ณ ห้อง Learning Studio 1 สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) จึงได้จัดกิจกรรม Common Ground ชวน Talk ภายใต้หัวข้อ “OECD Readiness: เตรียมพร้อมระบบยุติธรรมไทยสู่มาตรฐาน OECD” เพื่อชวนสังคมไทยร่วมกันตั้งคำถามและหาคำตอบว่า "OECD กำลังมองหาอะไร และระบบยุติธรรมไทยต้องปรับตัวอย่างไร" โดยได้รับเกียรติจากผู้แทนหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนประเทศ ทั้งสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และ TIJ


 

บทบาท TIJ กับการปักหมุด "ระบบยุติธรรม" ในสมการ OECD

 

ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ กล่าวเปิดเวทีเสวนา โดยฉายภาพให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างระบบยุติธรรมและการเข้าเป็นสมาชิก OECD และตั้งข้อสังเกตถึงเดิมพันครั้งใหญ่ของประเทศว่า

 

"การที่เราจะไปช่วยกันทำให้ความตั้งใจครั้งสำคัญของประเทศไทยคือการเป็นสมาชิก OECD ให้เป็นจริงได้ คิดว่าเป็นเดิมพันและโอกาสครั้งสำคัญที่ประเทศไทยเราจะได้ลงทุนทำเรื่องที่จะส่งผลต่อทิศทางของประเทศระยะยาว"

 

ดร.พิเศษ ได้ชวนมองข้ามภาพจำเดิม ๆ ที่มักมอง OECD เป็นเพียง "สโมสรของกลุ่มประเทศร่ำรวย" (The Rich Countries Club) แต่แท้จริงแล้วคือสมาคมของกลุ่มประเทศที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยการยกระดับมาตรฐานสากลที่เท่าทันโลก เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดรับกับความต้องการของสังคมไทยในปัจจุบันที่กำลังส่งเสียงเรียกร้องอยากเห็นประเทศที่ต้องการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

 

ดร.พิเศษ กล่าวว่า TIJ ได้ทำงานร่วมกันกับ OECD มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในระดับนโยบายและการทำงานวิชาการเชิงลึก ตั้งแต่การมีส่วนร่วมในกลไกระดับชาติ การเตรียมร่วมเป็นเจ้าภาพจัด OECD Roundtable ในปี 2570 กับกระทรวงยุติธรรม ไปจนถึงการสำรวจสถานะของระบบยุติธรรมไทยผ่าน Justice Scan แบบสอบถามด้าน People-centred Justice และการจัด Focus Group ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ข้อค้นพบจากการศึกษานำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ตอบโจทย์ประชาชน รวมไปถึงการที่ TIJ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในกลไกระดับชาติร่วมกับกระทรวงยุติธรรม เพื่อผลักดันประเด็นหลักนิติธรรมให้เป็นวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน

 

ดร.พิเศษ ยังได้สะท้อนถึงจุดเด่นของกลไกการทำงานตามมาตรฐาน OECD ผ่าน 3 หัวใจสำคัญ

  1. Policy Narrative (เรื่องเล่าเชิงนโยบาย): การใช้เรื่องเล่าและมุมมองใหม่ ๆ มาสร้างชุดความคิด (Mindset) ที่กว้างกว่าระนาบเดิม เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายและการลงมือทำ

  2. Peer Review (การประเมินทบทวนระหว่างประเทศสมาชิก): กระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยใช้ตัวชี้วัดสากลเปรียบเทียบ ซึ่งไม่ได้บังคับด้วยอำนาจสั่งการ แต่เน้นเปิดโอกาสให้แต่ละประเทศเรียนรู้จากกัน เพื่อนำข้อเสนอแนะกลับไปปรับปรุงระบบของตนเอง

  3. Data & Trust (ระบบข้อมูลและความเชื่อมั่น): OECD ให้ความสำคัญกับข้อมูลเชิงประจักษ์และการจำแนกรายกลุ่ม (Disaggregated Data) ตามเพศและระดับรายได้ เพื่อให้มองเห็นปัญหาที่แตกต่างกันของผู้คน ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับความเชื่อมั่น (Trust) ซึ่งเป็นประเด็นที่เชื่อมเศรษฐกิจกลับมาสู่ระบบยุติธรรมอย่างชัดเจน 

“เวลาเราพูดถึงเศรษฐกิจ เรามักนึกถึงผู้เล่น กฎกติกา หรือผู้กำกับดูแล... แต่ถ้าเราใช้ 'ความเชื่อมั่น' เป็นตัวกลางวัดประสิทธิผล มันก็โยงกลับมาที่ระบบยุติธรรมอยู่ดี เพราะเราเป็นกลไกหลักที่ต้องตัดสินเมื่อเกิดข้อขัดแย้งในการทำธุรกรรม”

 

ดร.พิเศษ ทิ้งท้ายด้วยการตั้งคำถามจากระดับปฏิบัติการและประชาชนว่า การเข้า OECD จะต้องไม่ใช่เพียงการทำตามสั่งแบบ Top-down จากรัฐบาล แต่คนทำงานและประชาชนทุกคนมีสิทธิถามอย่างชอบธรรมว่า "สิ่งนี้จะมาช่วยเปลี่ยนชีวิตเราได้อย่างไร และจะช่วยให้สังคมไทยหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลางได้อย่างไร"

 


 

เปลี่ยนสถานะไทยจาก "ผู้ตามมาตรฐาน" สู่ "ผู้ร่วมกำหนดกติกาโลก"

 

ดร.ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อธิบายภาพรวมของ OECD Accession ทั้งความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ กระบวนการทบทวนทางเทคนิค (Technical Review) และบทบาทของหน่วยงานรับผิดชอบ การเตรียมความพร้อมในแต่ละด้านต้องอาศัยการประสานงาน เพื่อให้กระบวนการนี้สนับสนุนการปฏิรูปประเทศในระยะยาว

 

 

โดยระบุว่าประเทศสมาชิก OECD 38 ประเทศมีขนาด GDP รวมกันกว่า 60% ของโลก ข้อเสนอแนะของ OECD แม้ไม่ใช่กฎหมายโดยตรง แต่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะได้รับการยอมรับและยึดปฏิบัติเป็นกติกาการค้าและการพัฒนาสากลอย่างแพร่หลาย เช่น มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป

 

ประเทศไทยได้ผ่านการยื่นหนังสือแสดงเจตจำนงอย่างเป็นทางการให้ OECD เรียบร้อยแล้ว และดำเนินการส่งเอกสารประเมินตนเองเบื้องต้น (Initial Memorandum: IM) เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2566 และกำลังอยู่ในขั้นตอน Technical Review ซึ่งเป็นการประเมินทางเทคนิคโดย 25 คณะกรรมการ (Committees) ของ OECD ซึ่งเข้มข้นขึ้นเนื่องจากใช้สายตาของคนนอกมาประเมินช่องว่าง (Gaps) และเสนอแนะแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) และมีเป้าหมายเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2571

 

จุดประสงค์สำคัญของการเข้าเป็นสมาชิกของไทยจึงไม่ได้ต้องการเพียงการทำตามคำสั่ง แต่ไทยต้องการเปลี่ยนบทบาทของตัวเองและสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมกำหนดกติกาของโลกได้ในอนาคต

 

"เราไม่อยากเป็นเพียงผู้ตามมาตรฐานที่คอยไล่ตามคนอื่น แต่เราอยากขยับไปเป็น 'ผู้ร่วมกำหนดกติกาโลก' (Rule Maker) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสิ่งแวดล้อม การศึกษา หรือมาตรฐานการส่งออก"

 

การได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในสมาชิกของ OECD ต้องเกิดจากความเชื่อมั่น ซึ่งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลง ยกระดับคุณภาพของระบบราชการ นำกระบวนการต่างๆ มาทบทวนและค้นหาสิ่งที่ควรปรับปรุง และทำงานร่วมกัน

 

"OECD ไม่ใช่ยาวิเศษ ผมมักจะเปรียบเทียบเหมือน 'การรับรองมาตรฐานข้าว' ว่า วันที่เราเข้าเป็นสมาชิก OECD ข้าวของเราไม่ได้อร่อยขึ้นทันที ทุกอย่างเหมือนเดิม แต่คนทั่วโลกจะมีความเชื่อมั่นในข้าวของเรามากขึ้น มั่นใจในความปลอดภัย และเต็มใจเข้ามาซื้อข้าวของเรามากขึ้น เพราะมีตราประทับมาตรฐานคุณภาพระดับโลก"

 


 

ใช้โอกาส OECD ทลายทางตัน และ "คิดนอกกรอบ" ครั้งแรกของระบบราชการ

 

ดร.ณรัณ โพธิ์พัฒนชัย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ผลกระทบและประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย กองพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ชี้ให้เห็นว่า OECD ไม่ใช่ Superhero ที่เข้ามาเสกให้ประเทศเปลี่ยนทันที แต่เป็น "กลไก เครือข่าย และเครื่องมือ" ที่จะช่วยให้ไทยทลายทางตันเชิงโครงสร้างที่เคยติดล็อกอยู่

 

 

สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกานำหลักการ OECD มาปรับใช้ในกฎหมายไทยนานกว่า 10 ปี โดยเฉพาะการสร้าง "วัฏจักรกฎหมาย" (Regulatory Lifecycle / Stock Regulation) ผ่านรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 77 และมาตรา 258 เพื่อติดตาม ประเมินผลสัมฤทธิ์ และปรับปรุงกฎหมายที่ไม่ทันสมัย ไม่ปล่อยให้กฎหมายสร้างภาระแก่ประชาชนตามกรอบ Better Policies for Better Lives

 

นอกจากนี้ ดร.ณรัณ ยังได้เสนอ 3 นวัตกรรมกฎหมายคิดนอกกรอบ (Outside the Box) ได้แก่

  1. Justice Impact Assessment: บังคับให้ภาครัฐคำนวณ "ภาระเชิงความยุติธรรม" และต้นทุนที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนก่อนออกกฎหมาย

  2. Justice Service Continuity: สร้างระบบบริการยุติธรรมแบบไร้รอยต่อ ประชาชนยื่นเรื่อง ณ จุดเดียว แล้วหน่วยงานภาครัฐส่งต่อศาลหรือหน่วยงานที่ถูกต้องเอง โดยประชาชนไม่ต้องงุนงงกับประเภทศาล

  3. Proactive Justice Reform Fund: ปรับบทบาทกองทุนยุติธรรมจากการเป็นกองทุนตั้งรับเยียวยาปลายทาง มาเป็นกองทุนเชิงรุกเพื่อการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระดับรากหญ้า ชะลอคดีไม่ให้ล้นศาล

"ข้าราชการไทยโดนประเมินบนพื้นฐานของการทำตามขนบ ทำตามระเบียบ โดยไม่ได้สนว่าวิธีนั้นดีต่อประเทศหรือไม่... OECD เป็นโอกาสสำคัญที่ท่านจะได้ออกจากกล่อง แล้วมอง Outcome ของประเทศเป็นหลัก อยากให้ใช้โอกาสนี้ในการ 'คิดนอกกรอบ' เป็นครั้งแรกของระบบราชการไทย"

 

เมื่อให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ หรือ Outcome การประเมินความพร้อมด้านกฎหมายย่อมต้องมองต่อไปถึงการใช้กฎหมายและประสบการณ์ของประชาชนด้วย การทบทวนกฎระเบียบจึงควรช่วยให้เห็นว่าอะไรเป็นอุปสรรค อะไรควรปรับปรุง และวิธีทำงานแบบใดจะช่วยให้ประชาชนได้รับบริการและความคุ้มครองที่ดีขึ้น

 


 

ยกระดับ RBC สู่มาตรฐานสากล

 

นางสาวนรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ในฐานะหน่วยงานรับผิดชอบหลัก (Responsible Agency: RA) ด้าน การดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Business Conduct: RBC) ภายใต้ คณะกรรมการการลงทุน (Investment Committee) ของ OECD ได้อธิบายว่า RBC คือการต่อยอดจากกรอบธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (Business and Human Rights: BHR) ของ UN เพื่อกำกับดูแลไม่ให้ภาคธุรกิจก่อผลกระทบเชิงลบต่อสังคม แรงงาน และสิ่งแวดล้อม

 

 

กรมคุ้มครองสิทธิฯ ได้ส่งแบบสอบถามประเมินตนเองและได้รับการตอบรับด้วยความพึงพอใจกว่า 80% จาก OECD โดยไทยกำลังเร่งจัดตั้งกลไก National Contact Point (NCP) หรือ ศูนย์ประสานงานระดับชาติ ซึ่งดำเนินการร่วมกันระหว่าง 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ, สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (กระทรวงพาณิชย์) ทำหน้าที่เป็นกลไกกลางไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างประชาชนกับบริษัทข้ามชาติ ควบคู่กับการตั้ง Advisory Committee ที่รวบรวมภาคประชาสังคม สหภาพแรงงาน และสมาคมธนาคารเข้าร่วมกำกับดูแล

 

หัวใจสำคัญของการประเมิน RBC คือการที่ภาคธุรกิจต้องทำ Human Rights Due Diligence (HRDD) หรือการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) ไม่ใช่แค่มอง Direct Supplier ซึ่งแม้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SMEs) จะกังวลเรื่องต้นทุน แต่ถือเป็นเทรนด์บังคับของโลก

 

"การผลักดันเรื่อง การดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ หรือ RBC ไม่ใช่หน้าที่ของภาครัฐอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มเข้าใจ เพราะสิ่งที่เราทำไม่ได้เป็นประโยชน์แค่กับประเทศไทย แต่ทั้งอาเซียนกำลังดูเราเป็นต้นแบบ ซึ่งในอาเซียนมีเพียงไทยกับอินโดนีเซียเท่านั้นที่กำลังขับเคลื่อนเข้าเป็นสมาชิก OECD"

 

 


 

เผยตัวเลข "ต้นทุนอาชญากรรม 9.7 แสนล้าน" และโอกาสเดียวในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

 

ดร.อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ รองผู้อำนวยการ TIJ ได้นำเสนอมิติ เศรษฐศาสตร์ความยุติธรรม (Justice Economics) ผ่านงานวิจัยที่ TIJ ทำร่วมกับนักเศรษฐศาสตร์ OECD ซึ่งเปิดเผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า ต้นทุนและความสูญเสียจากปัญหาอาชญากรรมและความไม่ยุติธรรมของประเทศไทยสูงถึง 973,000 ล้านบาทต่อปี หรือคิดเป็น 5.6% ของ GDP ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วมีต้นทุนเพียง 2–3%

 

ดร.อณูวรรณ สะท้อนให้เห็นความรุนแรงของตัวเลข 9.73 แสนล้านบาทว่า คิดเป็น 32 เท่าของงบประมาณกระทรวงยุติธรรมทั้งกระทรวง และเป็น 5 เท่าของงบประมาณระบบสาธารณสุขของไทยทั้งระบบ โดยต้นทุนกว่า 1 ใน 3 เกิดจากปัญหาความรุนแรง ซึ่งกระจายซ่อนอยู่ในระบบเศรษฐกิจ ทั้งการสูญเสีย Productivity การหยุดงาน ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดีของประชาชน

 

 

TIJ และ OECD จึงเสนอให้ประเทศไทยเปลี่ยนจากการเก็บข้อมูลบริหารจัดการภาครัฐ (Administrative Data) มาเป็นการทำ Justice Survey สอบถามประชาชนโดยตรง ภายใต้กรอบ People-centered Justice Framework เพื่อตอบคำถาม 4 ข้อหลัก: Who (ใครเข้าไม่ถึงความยุติธรรม), What (ปัญหาแท้จริงคืออะไร), Works (อะไรแก้ได้จริง/ไม่ได้จริง) และ Outcomes (ผลลัพธ์ต่อชีวิตประชาชนเป็นอย่างไร) เพื่อปิดช่องว่างการเข้าถึงความยุติธรรม ซึ่งจะส่งผลให้ Productivity สูงขึ้น ความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้น และลดความเหลื่อมล้ำในที่สุด

 

"OECD คือ 'Window of Opportunity' หรือหน้าต่างแห่งโอกาสครั้งเดียวของประเทศไทยในการแก้ปัญหายาก ๆ ในระดับโครงสร้าง... เป็นโอกาสเดียวที่เราจะได้คิดนอกกรอบ และทำสิ่งที่ตอบโจทย์ประชาชนได้อย่างชัดเจน เพราะกระบวนการนี้จะช่วยสร้างเสถียรภาพทางนโยบายที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามวาระทางการเมือง"

 

 


 

รวมพลังทุกภาคส่วนสู่เป้าหมาย OECD

 

จากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในเวทีเสวนา Common Ground ชวน Talk x OECD ครั้งนี้ ทำให้เห็นถึงแนวทางการขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าใน 3 มิติหลัก คือ

 

  1. OECD Readiness คือการปฏิรูปเพื่อประชาชน ไม่ใช่การทำข้อสอบเอกสาร: หัวใจสำคัญของการเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่การปรับแก้กฎหมายหรือตั้งกลไกขึ้นมาเพียงเพื่อให้ "สอดคล้องกับมาตรฐานทางกระดาษ" แต่คือการตั้งคำถามว่า ผลลัพธ์จากการปรับเปลี่ยนนั้นช่วยลดอุปสรรค และทำให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิและความคุ้มครองในชีวิตจริงได้ดีขึ้นเพียงใด

  2. ระบบยุติธรรมและหลักนิติธรรมคือโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจ: การสร้างความเชื่อมั่นในการลงทุน การหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง และการลดความเหลื่อมล้ำ ไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยนโยบายทางการเงินหรือการค้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพึ่งพาระบบกฎหมายที่โปร่งใส ระบบยุติธรรมที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (People-centered Justice) และกระบวนการระงับข้อพิพาทที่มีประสิทธิภาพ

  3. การผนึกกำลังแบบ Whole-of-Society Approach: การเดินทางสู่เป้าหมายสมาชิก OECD ภายในกรอบเวลาที่รัฐบาลตั้งไว้นั้น ไม่สามารถบรรลุได้ด้วยหน่วยงานภาครัฐเพียงลำพัง หากแต่ต้องเกิดความร่วมมืออย่างแท้จริงจากทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานรับผิดชอบหลัก (Responsible Agencies) หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ภาคธุรกิจเอกชนที่ต้องปรับตัวสู่มาตรฐาน RBC ภาคประชาสังคม สื่อมวลชน และประชาชนทุกคน ที่ต้องร่วมกันผลักดันจากระดับฐานราก 

 

การเตรียมความพร้อมสู่การเป็นสมาชิก OECD จึงไม่ใช่ภารกิจระยะสั้น แต่เป็น “Journey ของเราทุกคนร่วมกัน” ที่จะใช้มาตรฐานสากลในการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และร่วมกันสร้างระบบยุติธรรมไทยที่มีประสิทธิภาพ เท่าเทียม และเป็นที่พึ่งของสังคมได้อย่างแท้จริง

Back

Most Viewed

chat