เด็กที่กระทำผิด ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะพวกเขาเป็นคนไม่ดี ก็เช่นเดียวกับผู้ใหญ่ พวกเขาผ่านประสบการณ์ที่ซับซ้อน กดดัน และทับถม กระทั่งแสดงออกเป็นพฤติกรรมที่ไม่อาจยอมรับได้ตามกฎ กติกา และกฎหมาย เพื่อความสงบเรียบร้อยในสังคม
ทั้งที่สังคมเองก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างประสบการณ์นั้น จากคู่มือการใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยาในสถานศึกษา ฉบับสมบูรณ์ จะพบว่าพฤติกรรมและการกระทำผิดนั้นก่อเกิดจากหลายปัจจัย เช่น วัฒนธรรมแบบอำนาจนิยมในโรงเรียน การถูกกระทำด้วยความรุนแรงทั้งทางกายและวาจา หรือถูกลงโทษจากผู้มีอำนาจเหนือในโรงเรียน การไม่ได้รับการสนองความต้องการส่วนบุคคล ซึ่งรวมถึงการได้รับการยอมรับ การเคารพ ความเท่าเทียม ความปลอดภัย และถูกกดดันจากปัจจัยอื่น ๆ อย่างความสัมพันธ์และฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัว เป็นต้น
เมื่อเด็กสะท้อนพฤติกรรมก้าวร้าวหรือไม่เหมาะสมในโรงเรียน พวกเขามักจะถูกลงโทษ ถูกทำให้อับอาย หรือยิ่งไปกว่านั้น ถูกตีตราว่าเป็น “ตัวปัญหา” ซึ่งยิ่งทำให้พวกเขาปลีกตัวออกจากสังคม ไม่อยากไปโรงเรียน และสุดท้ายต้องออกจากระบบการศึกษา ทั้งเพราะปัญหาของตนเอง โรงเรียนหรือครอบครัวบีบให้ต้องลาออก
ทั้งหมดนี้เป็นที่สะท้อนให้เห็นจากสถิติในประเทศไทยที่พบว่าเด็กอายุ 1-14 ปี มากกว่า 54% เคยถูกลงโทษทางวินัยที่รุนแรง (1) นักเรียนอายุ 13-17 ปี ประมาณ 25% เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทะเลาะวิวาทอย่างน้อย 1 ครั้งในรอบ 1 ปี (2) และประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษากว่า 9.8 แสนคน ตามรายงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 โดยเด็กจำนวนหนึ่งต้องออกจากระบบเพราะความรุนแรงหรือความขัดแย้งในโรงเรียนและไม่ได้รับโอกาสให้พวกเขาได้ร่วมแก้ไขปัญหา (3)
นอกจากนี้ จากรายงานที่ TIJ ร่วมกับ OECD จัดทำขึ้นเมื่อปี 2564 พบว่าปัญหาความรุนแรงและอาชญากรรมนั้นเป็นต้นทุนทางสังคมที่มีมูลค่ามหาศาลถึง 9.72 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 5.6 ของ GDP ประเทศไทย และเฉพาะความรุนแรงระหว่างบุคคลอย่างการทำร้ายเด็กหรือความรุนแรงในครอบครัวคิดเป็นต้นทุนถึง 2.79 ล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 1.6 ของ GDP (4)
กระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยาจะเข้ามาช่วยตัดวงจร “อาชญากรรม” ตั้งแต่เด็กนี้ได้อย่างไร?
เมื่อกล่าวถึงกระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยา (Restorative Justice – RJ) หลายคนคิดว่าคือการปล่อยผ่าน ไม่ลงโทษเด็ก แต่จริง ๆ แล้ว จากบทความก่อนหน้าเราจะเห็นได้ว่า กระบวนการนี้แม้ไม่ใช่การลงโทษทางอาญา แต่ก็เป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาและความมุ่งมั่นพยายาม
เพราะ RJ คือการให้ความเป็นธรรม ที่ทุกคนได้รับทราบถึงผลกระทบของการกระทำและแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน และทุกคนที่ร่วมกระบวนการจะได้รับการเยียวยา
RJ มุ่งปลดล็อกวงจรการกระทำผิด ด้วยการแทนที่การลงโทษเป็น “การเข้าใจ” ผ่านวิธีการตั้งคำถามถึงต้นเหตุที่แท้จริงของปัญหา เพื่อป้องกันเหตุที่อาจรุนแรงเลวร้ายขึ้นในอนาคต ซึ่งจะเกิดขึ้นได้หากเด็กยังคงตกอยู่ในวังวนเดิมของการกระทำผิด การลงโทษ และการตีตรา
อุกฤษฏ์ ศรพรหม หัวหน้าฝ่ายนโยบายและกิจการระหว่างประเทศด้านหลักนิติธรรมกับความยุติธรรมทางอาญา สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ได้เปรียบเทียบไว้ว่า กระบวนการ RJ คือวงกลมสามวงที่ซ้อนเหลื่อมกัน แต่ละวงเป็นตัวแทนของผู้เสียหาย ผู้กระทำความผิด และชุมชน โดยจะมีพื้นที่ตรงกลางที่ทับซ้อนระหว่างกันทุกวง เรียกว่า fully restorative คือการมีกระบวนการ RJ ที่สมบูรณ์ตามทฤษฎีคือทั้งผู้เสียหาย ผู้กระทำ และชุมชนหรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขข้อผิดพลาด การกระทำผิด หรืออาชญากรรม ร่วมกัน
แต่ในทางปฏิบัติ หากยังไม่สามารถให้ทุกฝ่ายเข้าร่วมได้ สามารถใช้กระบวนการกึ่งฟื้นฟูเยียวยา (quasi-restorative หรือ partly restorative) หรือกระบวนการที่มีส่วนร่วมเพียงบางฝ่ายได้ โดยต้องคำนึงถึงความสมัครใจและความปลอดภัยของผู้เข้าร่วมกระบวนการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้เสียหายเป็นสำคัญ
ประสิทธิภาพสูงสุดของ RJ: การใช้เชิงป้องกัน
กระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยาจะมีประสิทธิภาพสูงสุด เมื่อนำมาใช้ เชิงป้องกัน (Preventive approach) มากกว่าการนำมาแก้ไขปัญหาภายหลังเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว กุญแจสำคัญของการป้องกันคือการสร้างความเข้าใจร่วมกันในชุมชนหรือในกรณีของเหตุที่เกิดในโรงเรียนก็จะเป็นโรงเรียน ทั้งในแง่ของพฤติกรรมที่เกิดขึ้น สาเหตุเบื้องหลัง และแนวทางแก้ไขตั้งแต่ต้นก่อนที่ความขัดแย้งจะบานปลาย
การเยียวยาความเสียหาย เป็นหัวใจของ RJ ซึ่งจะครอบคลุมทั้งการชดเชยทางด้านการเงินหรือความเสียหายอื่น ๆ ทั้งด้านจิตใจ ความรู้สึกปลอดภัย ความสัมพันธ์ ชื่อเสียง การเรียนรู้ และในบางกรณีอาจรวมถึงความเสียหายทางทรัพย์สินหรือค่าใช้จ่ายด้วย การฟื้นฟูสภาพจิตใจและร่างกายของผู้เสียหาย รวมไปถึงการเปิดพื้นที่ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการ การมีส่วนร่วมนี้จะช่วยให้ทุกฝ่ายได้รับรู้ผลกระทบของเหตุการณ์อย่างแท้จริง และนำไปสู่การฟื้นฟูเยียวยาที่ยั่งยืน
การใช้ RJ ภายหลังเหตุการณ์ (Responsive approach)
เมื่อเหตุการณ์อย่างความขัดแย้ง ทะเลาะวิวาท ทำลายข้าวของ ทำร้ายร่างกาย เกิดขึ้น RJ ยังคงมีบทบาทสำคัญใน 3 ด้าน ได้แก่ การเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้กระทำผิด และการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ โดยมีความต้องการของผู้เสียหายเป็นศูนย์กลางของกระบวนการเสมอ
RJ สามารถนำมาใช้ควบคู่กับกระบวนการยุติธรรมกระแสหลักได้ ทั้งในรูปแบบของมาตรการเสริมหรือการหันเหคดีออกจากกระบวนการปกติ อย่างไรก็ตาม การเลือกใช้ต้องพิจารณาบริบทของแต่ละกรณีอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงลักษณะของความผิด แรงจูงใจของผู้กระทำ และสภาพแวดล้อมโดยรวม
“ปัญหาความไม่เท่าเทียมในอำนาจ” กรณีที่ RJ ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
RJ อาจไม่เหมาะสม หรือต้องใช้ด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งในกรณีที่มี ความไม่เท่าเทียมในอำนาจ (Power Imbalance) ระหว่างคู่กรณี โดยเฉพาะในคดีความรุนแรงในครอบครัว ความรุนแรงระหว่างคนใกล้ชิด หรือความรุนแรงระหว่างครูและนักเรียน
ในบริบทดังกล่าว การนำทั้งสองฝ่ายมานั่งพูดคุยกันโดยปราศจากการเตรียมความพร้อมที่เพียงพออาจเสี่ยงต่อการที่ผู้กระทำความรุนแรงยังคงครอบงำผู้เสียหายได้แม้อยู่ในกระบวนการ หลักการสำคัญจึงอยู่ที่การ เสริมพลัง (Empower) ผู้เสียหายให้สามารถแสดงความต้องการของตนได้อย่างอิสระและปลอดภัยก่อน จึงจะดำเนินกระบวนการ RJ ได้อย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม และไม่ว่ากรณีใด การใช้ RJ ต้องตั้งอยู่บนความสมัครใจและความพร้อมของผู้เสียหายเป็นสำคัญ
RJ ในบริบทโรงเรียน
ในสถานศึกษา RJ ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อยกเลิกการลงโทษตามระเบียบวินัยที่มีอยู่ แต่สามารถนำมาใช้ควบคู่กันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้สัดส่วน และมีเหตุผล เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมและบริบทของเด็กแต่ละคนอย่างลึกซึ้ง และออกแบบกระบวนการที่สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะของแต่ละสถานการณ์ (Tailor-made Process) รวมถึงการฟื้นฟูความสัมพันธ์ ความปลอดภัย และบรรยากาศการอยู่ร่วมกันในโรงเรียนด้วย
สิ่งสำคัญที่สุดคือการปลูกฝังให้เด็กเรียนรู้ว่า เมื่อเกิดความผิดพลาดหรือความขัดแย้ง การลงโทษไม่ใช่คำตอบเดียว การสร้างความตระหนักรู้เช่นนี้จะช่วยพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของเด็กในระยะยาว และเป็นรากฐานสำคัญของวัฒนธรรมการฟื้นฟูเยียวยาที่ยั่งยืนในสังคม
…
ทั้งหมดนี้ อาจดูเป็นหลักการที่สวยหรูดูดีน่าจะนำไปใช้ได้ผล แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อเด็กสองคนทะเลาะกันในห้องเรียน หรือนักเรียนทำลายข้าวของเพื่อน จริง ๆ แล้ว ครูจะเริ่มต้นกระบวนการ RJ จากจุดไหน? ใครควรอยู่ในห้อง บทสนทนาควรเป็นอย่างไร และจะรู้ได้อย่างไรว่ากระบวนการนั้น "ได้ผล" ติดตามได้ในบทความถัดไปของซีรี่ส์ Restorative Justice in Schools สร้างโรงเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยเพื่อทุกคน เร็ว ๆ นี้
เชิงอรรถ
(1) UNICEF Thailand (2022) – MICS Snapshot of Key Findings
(2) World Health Organisation (2021) – Thailand Global School-based Student Health Survey Fact Sheet
(3) Thailand Zero Drop Out Initiative (กสศ.) รายงานสถานการณ์เด็กนอกระบบการศึกษา, 2567
(4) OECD (2025), “Access to justice and the economic implications of crime and violence in Thailand”, OECD Working Papers on Public Governance, No. 86, OECD Publishing, Paris, https://doi.org/10.1787/5cc2bb9c-en
อ้างอิง
1. คู่มือการใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยาในสถานศึกษา https://www.tijthailand.org/th/publication/detail/restorative-justice-in-schools-handbook
2. ‘ความยุติธรรมสำหรับเด็ก’ ต้องเริ่มจากความเข้าใจ ไม่ใช่การลงโทษแบบตัดเสื้อโหล: อุกฤษฏ์ ศรพรหม
https://www.the101.world/juvenile-justice-ukrit-interview/
3. OECD (2025), “Access to justice and the economic implications of crime and violence in Thailand”, OECD Working Papers on Public Governance, No. 86, OECD Publishing, Paris, https://doi.org/10.1787/5cc2bb9c-en
4. รายงานสรุปผลที่สำคัญ การสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2565, https://www.unicef.org/thailand/media/11316/file/Snapshot%20of%20Key%20Findings%20(MICS)%202022%20TH.pdf
5, World Health Organisation, Thailand Global School-based Student Health Survey https://cdn.who.int/media/docs/default-source/ncds/2021-thailand-gshs-fact-sheet.pdf
6. Thailand Zero Drop Out Initiative (กสศ.) รายงานสถานการณ์เด็กนอกระบบการศึกษา, 2567, https://www.eef.or.th/wp-content/uploads/2025/02/presentรายงานสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำปี67.pdf