เปลี่ยนมุมมองจาก “ลงโทษ” สู่ “ฟื้นฟู” เพราะความยุติธรรมอาจเป็นโอกาสของการเปลี่ยนแปลง
เมื่อเด็กคนหนึ่งใช้ความรุนแรงในโรงเรียน เรามองเพียงว่าเขา “ทำผิด” หรือเราจะลองทำความเข้าใจว่าอะไรอยู่เบื้องหลังพฤติกรรมนั้น?
เมื่อเด็กที่กระทำผิดเติบโตขึ้นท่ามกลางครอบครัวที่แตกสลาย เราจะลงโทษที่ปลายเหตุ หรือกลับไปดูต้นเหตุที่หล่อหลอมชีวิตของเขา?
และเมื่อผู้พ้นโทษต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อกลับมาใช้ชีวิตในสังคมอีกครั้ง สังคมจะกีดกันเขาจนกลับไปกระทำผิดซ้ำ หรือจะมอบ “โอกาสและการยอมรับ” เพื่อช่วยผลักดันให้เขากลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้อีกครั้ง?
คำถามเหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในเวทีเสวนา “การพัฒนาทุนมนุษย์ : กลุ่มเปราะบางในกระบวนการยุติธรรม” โดย สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) และ บริษัท ตั้งต้นดี เพื่อสังคม จำกัด (โรงเรียนตั้งต้นดี) ภายในงาน Social Development Expo 2026 (SDX 2026) จัดขึ้นโดย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และภาคีเครือข่ายสังคม เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 ณ อาคารอิมแพ็ค ชาเลนเจอร์ ฮอลล์ 2 เมืองทองธานี


เวทีนี้ชวนมอง “ความยุติธรรม” ให้กว้างไปกว่าการลงโทษ โดยมองไปถึง การป้องกัน การทำความเข้าใจ การฟื้นฟู การเยียวยา และการสร้างโอกาสให้คนสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองและกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของสังคมได้ ดำเนินรายการโดย คุณสถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา หัวหน้าฝ่ายสื่อสารและดูแลภาพลักษณ์องค์กร จาก TIJ
ความรุนแรงในโรงเรียน: ใช้ “ความเข้าใจ” มากกว่าการลงโทษ

เมื่อเกิดความรุนแรงในโรงเรียน เราอาจมองเห็นเพียง “การกระทำผิด” ของเด็ก แต่เบื้องหลังพฤติกรรมเหล่านั้นอาจมีหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งปัญหาครอบครัว สภาพแวดล้อม การถูกกลั่นแกล้ง หรือประสบการณ์ความรุนแรงที่เด็กไม่สามารถรับมือได้ด้วยตัวเอง
แนวคิด Restorative Justice (RJ) จึงชวนให้เรามองลึกกว่าคำว่า “ผิด” และ “ถูก” เพื่อค้นหาว่า อะไรคือสาเหตุของพฤติกรรม และเราจะฟื้นฟูสิ่งเหล่านั้นได้อย่างไร
“ถ้าเปรียบเทียบว่าปลายน้ำคือกรมพินิจหรือศูนย์ฝึกเยาวชน ต้นน้ำก็คือพื้นที่ที่หล่อหลอมตัวเด็กก่อนจะกลายเป็นอาชญากร” คุณอุกฤษฎ์ ศรพรหม หัวหน้าฝ่ายนโยบายและกิจการต่างประเทศด้านหลักนิติธรรมและความยุติธรรมทางอาญา จาก TIJ อธิบายว่า การแก้ปัญหาที่ปลายน้ำทำได้ยาก เพราะเด็กอาจมีความฝังใจ ประสบการณ์ และการเรียนรู้ที่ผ่านความรุนแรงมา จนไม่รู้ว่าการใช้ชีวิตโดยปราศจากความรุนแรงเป็นอย่างไร
ดังนั้น การฟื้นฟูจึงต้องกลับไปจัดการกับปัจจัยต่าง ๆ ที่หล่อหลอมตัวเด็กตั้งแต่ต้นทาง
หนึ่งในแนวทางที่ TIJ ผลักดันผ่าน RJ in Schools คือการเพิ่ม “พื้นที่ปลอดภัย” ให้เด็กในโรงเรียน โดยปรับเปลี่ยนพื้นที่ห้องปกครองให้เป็นมิตรกับเด็กมากขึ้น เริ่มจากการเปลี่ยนชื่อ “ห้องปกครอง” เป็น “ห้องอุ่นใจ” เพื่อให้เด็กรู้สึกว่าสามารถเข้ามาพูดคุย เปิดใจ และขอความช่วยเหลือจากครูได้
ขณะเดียวกัน ครูปกครองและครูแนะแนวก็ต้องปรับ Mindset จากการเป็นผู้ที่มีหน้าที่เพียงลงโทษหรือให้คำปรึกษา ไปสู่การเป็น พื้นที่ปลอดภัยที่พร้อมรับฟัง ทำความเข้าใจ และช่วยเด็กค้นหาต้นตอของปัญหา
ที่ผ่านมา ทีม RJ ร่วมกับกรุงเทพมหานคร ทดลองใช้กระบวนการยุติธรรมเชิงฟื้นฟูเยียวยาใน 6 โรงเรียนนำร่องในเขตหลักสี่ สามารถช่วยแก้ไขปัญหาได้กว่า 30 กรณี และมีแผนขยายผลไปยังโรงเรียนมัธยมศึกษาในสังกัดกรุงเทพมหานครอีก 109 แห่ง
เพราะการป้องกันการกระทำผิดของเด็ก อาจเริ่มต้นจากการสร้างพื้นที่ที่ทำให้พวกเขารู้ว่า เมื่อเกิดปัญหา พวกเขาสามารถหันกลับมาหาผู้ใหญ่ได้ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตัดสิน
เด็กที่อยู่ท่ามกลางความรุนแรง อาจเรียนรู้ความรุนแรงโดยไม่รู้ตัว

แล้วเด็กที่ไม่ได้เป็นผู้กระทำผิด แต่เติบโตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรุนแรงล่ะ?
เมื่อเด็กอยู่ในพื้นที่ที่ขาดการดูแลและกิจกรรมที่เหมาะสม เด็กเล็กอาจมองเด็กโตเป็นแบบอย่างและเลียนแบบพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ขณะที่การแสดงตัวตนและการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่นอาจพัฒนาไปในทิศทางที่ผิด
คุณธนะชัย สุนทรเวช ผู้จัดการอาวุโสด้านการพัฒนาหุ้นส่วนทางสังคมและการมีส่วนร่วม กล่าวว่า การดูแลเด็กกลุ่มเปราะบางจึงไม่สามารถมองเพียงปัญหาพฤติกรรม แต่ต้องมอง “เด็กทั้งคน” และสภาพแวดล้อมรอบตัวเขา ตั้งแต่ การดูแลที่เหมาะสม โภชนาการ พัฒนาการด้านการศึกษา ไปจนถึงการปรับพฤติกรรมและทักษะการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนผ่านความร่วมมือของ TIJ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และภาคีเครือข่าย ในการสนับสนุนการทำงานของสถานคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กจังหวัดระยอง เพื่อยกระดับรูปแบบการคุ้มครองและพัฒนาเด็กให้มีมาตรฐานและยั่งยืน ผ่าน “ระยองโมเดล”
เป้าหมายคือการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและเอื้อต่อการเติบโตของเด็กกลุ่มเปราะบาง เพื่อพัฒนาให้เป็นต้นแบบและศูนย์การเรียนรู้ที่สามารถขยายผลไปยังสถานคุ้มครองหรือบ้านพักเด็กและครอบครัวในพื้นที่อื่น ๆ
เพราะการป้องกันการกระทำผิดอาจไม่ได้เริ่มต้นจากการบอกเด็กว่า “อย่าทำผิด” แต่อาจเริ่มจากการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้เขาได้เรียนรู้ว่า “เราสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้โดยไม่ต้องใช้ความรุนแรง”
“โอกาสและการยอมรับ” สำหรับผู้ที่เคยก้าวพลาด

เมื่อผู้ต้องขังได้รับการปล่อยตัว สิ่งที่สังคมคาดหวังคือจำนวนคนในเรือนจำควรลดลง แต่หากผู้ที่เคยกระทำผิดกลับเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมซ้ำ วงจรเดิมก็ยังคงดำเนินต่อไป
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “จะทำอย่างไรให้เขาไม่กลับไปทำผิด?” แต่คือ “เราจะสร้างเงื่อนไขอะไรให้เขาสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้โดยไม่ต้องกลับไปทำผิดอีก?”
เพราะสำหรับผู้ที่เคยกระทำผิด การกลับออกมาสู่สังคมไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างจะเริ่มต้นใหม่ได้ทันที พวกเขายังต้องเผชิญกับ “กำแพง” ทั้งจากการตีตรา การขาดโอกาสในการทำงาน และการถูกมองผ่านอดีต
“การพัฒนาทางอาชีพอย่างเดียวไม่พอ ต้องพัฒนาตัวตนและความคิด เพื่อให้เขาสามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้” คุณเพิ่มพร มณีสินธุ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตั้งต้นดี เพื่อสังคม จำกัด กล่าว
แนวคิดนี้สะท้อนผ่าน “โรงเรียนตั้งต้นดี” โครงการที่ TIJ ริเริ่มขึ้นเพื่อต่อยอดการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยนำองค์ความรู้ งานวิจัย และข้อเสนอเชิงนโยบายมาพัฒนาเป็นรูปแบบการทำงานที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ภายใต้แนวคิด Schooling Model
โครงการบูรณาการทั้งการฝึกอบรมวิชาชีพ การพัฒนาทักษะชีวิต การให้คำปรึกษาเฉพาะราย และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาศักยภาพของผู้เข้าร่วม พร้อมเชื่อมความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และชุมชน เพราะการช่วยให้ผู้พ้นโทษไม่กลับไปกระทำผิดซ้ำ จึงไม่ได้มีเพียงการมอบ “ทักษะอาชีพ” แต่ต้องช่วยให้พวกเขาได้พัฒนา ทักษะชีวิต ตัวตน ความคิด และความสามารถในการกลับมาอยู่ร่วมกับสังคม เพื่อให้ “การกลับคืนสู่สังคม” ไม่ใช่เพียงการออกจากเรือนจำ แต่คือการได้กลับมาเป็น สมาชิกคนหนึ่งของสังคมอย่างแท้จริง


ทั้ง 3 มุมมองจากเวทีเสวนาสะท้อนให้เห็นว่า การสร้างสังคมที่ปลอดภัยและลดการกระทำผิดซ้ำไม่ได้เกิดขึ้นจาก “การลงโทษ” เพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความเข้าใจ การฟื้นฟู การเยียวยา และการสร้างโอกาส ตั้งแต่การป้องกันความขัดแย้งและความรุนแรง การดูแลและพัฒนาเด็กกลุ่มเสี่ยง ไปจนถึงการสนับสนุนผู้พ้นโทษให้กลับคืนสู่สังคม

ในงานเดียวกัน TIJ และ บริษัท ตั้งต้นดี เพื่อสังคม จำกัด ยังได้ร่วมออกบูธระหว่างวันที่ 21 - 23 สิงหาคม 2569 เพื่อให้ความรู้ สร้างความตระหนักรู้ถึงการพัฒนาทุนมนุษย์ และมีกิจกรรมให้ผู้เข้าร่วมงานนวดผ่อนคลายเพื่อสุขภาพ รวมทั้งชิมขนมจากฝีมือของผู้เข้าร่วมโรงเรียนตั้งต้นดีด้วย