“การสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ คือการสร้างความยั่งยืนของระบบยุติธรรม”
ความตอนหนึ่งระหว่าง ดร. พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กล่าวเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนระบบยุติธรรมตามแบบสำรวจระบบยุติธรรมที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (People-Centered Justice and Access to Justice) และการเข้าถึงความยุติธรรมของสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development - OECD) วันที่ 9 มีนาคม 2569 ที่อาคาร TIJ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ
การประชุมนี้เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง TIJ และ OECD ในโครงการ Justice System Scan เพื่อสนับสนุนประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิกของ OECD ในปี 2573 โดยเป็นการประเมินภาพรวมระบบยุติธรรมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติของการเข้าถึงความยุติธรรมที่ต้องอาศัยการสร้างสภาพแวดล้อมของระบบยุติธรรมให้มีมาตรฐานและได้รับการยอมรับในระดับสากล
ตามนิยามของ OECD การเข้าถึงความยุติธรรมนั้นหมายถึง “ความสามารถของประชาชน ภาคธุรกิจ และชุมชน ในการป้องกันข้อพิพาท และได้รับการแก้ไขปัญหาหรือข้อขัดแย้งทางกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นธรรม เท่าเทียม และทันท่วงที ตามความต้องการด้านกฎหมายและความยุติธรรมของแต่ละคน” และระบบที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ คือระบบยุติธรรมที่มีคนเป็นศูนย์กลาง (people-centered justice)
ขณะที่ระบบยุติธรรมนั้นก็ไม่ได้จำกัดแค่เพียงหน่วยงานและสถาบันในภาครัฐเท่านั้น หากยังรวมไปถึงผู้มีส่วนได้เสียที่ไม่ใช่ภาครัฐที่มีบทบาทเกี่ยวข้องกับระบบยุติธรรม อันได้แก่ การกำหนดนโยบาย การปฏิรูปกฎหมาย การบริหารหรือการบังคับใช้กฎหมาย การให้บริการด้านกฎหมายและความยุติธรรม ตลอดจนบริการด้านสังคมหรือมนุษย์อื่น ๆ ที่สนับสนุนการเสริมสร้างอำนาจทางกฎหมายของประชาชนด้วย
ผู้อำนวยการ TIJ เผยว่า ระบบยุติธรรมมีวิวัฒนาการมายาวนาน แต่เริ่มไม่ตอบโจทย์คนในสังคมปัจจุบันแล้ว โดยผลการศึกษาของ OECD พบว่ามีคนเพียง 1 ใน 3 ในโลกเท่านั้นที่สามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้ ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาของ TIJ ที่พบว่าการเข้าถึงความยุติธรรมนั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยาก ซับซ้อน และแพง และทำให้ประชาชนไม่เชื่อในระบบยุติธรรม และหันไปเชื่อในเรื่องของกฎแห่งกรรม
“เราต้องทบทวนวิธีคิดในมุมมองของผู้ประสบปัญหาและต้องการให้มีการเยียวยาข้อพิพาท โดยมองคนเป็นตัวตั้งมากกว่าสถาบันฯ ทั้งในรูปแบบของ real time และ dynamic เพื่อให้ทราบความต้องการที่แท้จริง และหากส่วนใดที่ปรับปรุงแล้วได้ผลที่ดีก็ควรขยายผลเพื่อให้ตอบโจทย์การเข้าถึงความยุติธรรมให้มากขึ้น”
ผู้อำนวยการ TIJ ย้ำด้วยว่า การเข้าไม่ถึงความยุติธรรม ทำให้ความยุติธรรมล้มเหลวในสายตาประชาชน เป็นวิกฤตศรัทธาและความเชื่อมั่น โดยยิ่งสะท้อนให้เห็นเมื่อคนที่มีปัญหา แทนที่จะพึ่งพากลไกหรือระบบ กลายเป็นไปหาสื่อออนไลน์ เพื่อกดดันให้ระบบปรับตัวมาช่วย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถในการเข้าถึงสื่อส่วนบุคคล และไม่อาจแก้ไขปัญหาได้ในเชิงระบบ
“ถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแปลง นำบริการความยุติธรรมเข้าไปใกล้ชิดประชาชนให้มากขึ้นด้วยกระบวนการยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่ารัฐเป็นประโยชน์ต่อประชาชน คุ้มครองประชาชนได้ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างเสริมให้ประเทศมีความน่าเชื่อถือและน่าลงทุนในสายตาประชาคมโลกต่อไป”
สำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อทบทวนระบบยุติธรรมฯ โดยการใช้แบบสำรวจสถานะระบบยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางและการเข้าถึงความยุติธรรมของ OECD เป็นเครื่องมือหลัก ได้รับความอนุเคราะห์จากตัวแทนหน่วยงานภาครัฐเข้าร่วมประชุมทั้งหมด 20 หน่วยงาน โดยผู้แทนแต่ละหน่วยงานยังได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นใน 4 หัวข้อหลัก ได้แก่
(1) โครงสร้างเชิงนโยบาย กลไกกำกับดูแล และการจัดสรรทรัพยากร
(2) การใช้ข้อมูลและหลักฐานเพื่อกำหนดทิศทางและออกแบบบริการ
(3) การเข้าถึงและประสิทธิภาพของบริการยุติธรรม
(4) การมีส่วนร่วมและความร่วมมือภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ TIJ จะรวบรวมผลจากการประชุมให้ OECD ภายในเดือนเมษายน 2569 และ OECD จะดำเนินการสัมภาษณ์เชิงลึกกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สรุปผลและเตรียมนำเสนอผลในการประชุม OECD Global Roundtable ในปี 2570 ที่ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมต่อไป