“หัวใจสำคัญนอกจากการเป็นสมาชิกภาพ OECD คือกระบวนการทำงานที่ประเทศไทยจะเดินไป เพื่อแสดงว่าเราพร้อมแล้ว เป็นโอกาสของการเข้าถึงแหล่งความรู้ แนวปฏิบัติที่ดี และการประยุกต์มาตรฐานสากลที่มีอย่างครอบคลุมมาเป็น benchmark ในการยกเครื่องระบบต่าง ๆ ในประเทศ ถึงเวลาแล้วที่ไทยจะต้อง Reimagine เพื่อพลิกโฉมประเทศของเรา”
ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ย้ำถึง “หน้าต่างแห่งโอกาส” ของประเทศไทยที่จะนำองค์ความรู้และมาตรฐานสากลเข้ามาสร้างขีดความสามารถการแข่งขัน สร้างความเชื่อมั่น และดึงดูดนักลงทุน เพื่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ในงาน Thailand Rule of Law Leadership Forum 2026: Competitiveness and OECD Readiness เพื่อสรุปผลงานและปิดโครงการ TROL Programme จัดโดย TIJ Academy และ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP)
.jpg)
ผู้อำนวยการ TIJ ระบุว่า การทำงานนี้จำเป็นต้องยกระดับการทำงานในการขับเคลื่อนทั้งองคาพยพของภาครัฐ (a whole-of-government approach) และภาคเอกชน ประชาสังคมก็มีบทบาทสำคัญ (a whole-of -society approach) ในการเป็นเจ้าของกระบวนการนี้ร่วมกัน
.jpg)
ด้าน Ms. Maaike de Langen ที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงานอำนวยการด้านธรรมาภิบาลภาครัฐ จาก OECD ได้กล่าวแสดงความยินดีกับผู้สำเร็จหลักสูตรอบรม ในฐานะผู้นำที่จะเข้ามาช่วยกันเปลี่ยนประเทศ พร้อมฝากข้อคิดสำคัญไว้ว่า “ท้ายที่สุดแล้ว หลักนิติธรรมไม่ได้เกิดขึ้นจากแค่กฎหมาย แต่ขึ้นอยู่กับ ‘คน’ และความสำเร็จนั้น... ขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคน” โดยเน้นว่าทุกข้อเสนอโครงการ ทั้งเรื่องการทำให้ระบบยุติธรรมเข้าถึงง่าย การสร้างความโปร่งใสในภาครัฐ และการลดขั้นตอนกฎหมายที่ยุ่งยาก ซับซ้อน สะท้อนถึงเป้าหมายเดียวกัน คือการทำให้หน่วยงานรัฐทำงานเพื่อรับใช้ประชาชนและภาคธุรกิจได้อย่างแท้จริง
ในโอกาสนี้ ผู้แทน OECD ยังได้เสนอแนะแนวทางการส่งต่อข้อเสนอโครงการไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้ประชาชนรับรู้ได้ในชีวิตประจำวัน โดยการกำหนดผู้นำขับเคลื่อนโครงการ การดึงผู้ปฏิบัติงานและผู้ได้รับผลกระทบเข้ามาร่วมกระบวนการ จัดสรรทรัพยากรที่จำเป็น และกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงการทดลองใช้วิธีการใหม่ ๆ ในขอบเขตที่ควบคุมและจัดการได้ นำผลลัพธ์ที่ได้มาเรียนรู้ ปรับปรุง และใช้หลักฐานเชิงประจักษ์นั้นเป็นฐานในการขยายผลในระดับที่กว้างขึ้น ควบคู่ไปกับการรักษาเครือข่ายความสัมพันธ์และการหารือร่วมกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสถาบันที่ยุติธรรม เป็นที่ไว้วางใจ และตอบสนองต่อประชาชนได้อย่างยั่งยืน
สร้างความเชื่อมั่นด้วยระบบที่น่าเชื่อถือ (Trust Making by System)
.jpg)
สำหรับการจัดงาน Thailand Rule of Law Leadership Forum 2026: Competitiveness and OECD Readiness ในครั้งนี้ เป็นการนำเสนอโครงการจากการร่วมเรียนรู้และสำรวจโจทย์จริงของประเทศไปด้วยกันระหว่างผู้เข้าร่วมอบรม ซึ่งเป็นผู้นำจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ นำมาสู่การนำเสนอแนวทางการยกระดับประเทศไทยครอบคลุม 6 เรื่องสำคัญ ได้แก่ การสร้างความโปร่งใสและความเชื่อมั่นภาครัฐ การพัฒนาให้ระบบยุติธรรมมีคนเป็นศูนย์กลาง การสร้างระบบธรรมาภิบาลในภาคการเงินและภาคธุรกิจ การปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบ การเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขัน และการสร้างความพร้อมสู่อนาคต
.jpg)
กิจกรรมการนำเสนอเริ่มต้นที่ ดร.ธัชไท กีรติพงค์ไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และประสานความร่วมมือระหว่างประเทศ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉายภาพถึงกระบวนการ OECD Accession และสถานะของประเทศไทยในปัจจุบันที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการประเมินทางเทคนิค (Technical Review) จาก 10 ขั้นตอนในการเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ภายในปี พ.ศ. 2571 จากนั้น ผู้ร่วมอบรมขึ้นเวทีเพื่อนำเสนอโครงการยกระดับประเทศไทยสู่มาตรฐาน OECD
.jpg)
.jpg)
- กระบวนการขอใบอนุญาตประกอบการ ยุ่งยาก ซับซ้อน ล่าช้า ติดตามไม่ได้
ปัญหาดังกล่าวถูกหยิบยกขึ้นมาเพื่อสะท้อนถึงโครงสร้างการทำงานภาครัฐที่ขาดความโปร่งใส ไม่สามารถคาดการณ์ได้ ทางแก้คือการสร้างภาครัฐระบบเปิด ด้วยการออกแบบกระบวนการบริการภาครัฐที่มีความโปร่งใสและติดตามตรวจสอบได้ โดยผู้อบรมนำเสนอความคืบหน้าในการปฏิรูปกระบวนการทำงานภาครัฐ จากความสำเร็จในการเข้าร่วมภาคี Open Government Partnership (OGP) และส่งเสริมการคาดการณ์และติดตามผลลัพธ์ ด้วยกลไก Predictable Public Service Indicator (PPS) ซึ่งกำลังเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศ
.jpg)
.jpg)
- ธุรกิจโรงแรมไทยอยู่ภายใต้กฎหมายที่ไม่ได้ปรับปรุงมา 2 ทศวรรษ
พระราชบัญญัติ โรงแรม พ.ศ. 2547 นำมาซึ่งปัญหาท้าทายทั้งขอบเขตกฎหมายไม่สัมพันธ์กับรูปแบบ ขนาด และความเสี่ยงของที่พักประเภทใหม่ ๆ ไม่เท่าทันเทคโนโลยีและแพลตฟอร์ม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการขอใบอนุญาตมีข้อกำหนดแตกต่างหลากหลายและซ้ำซ้อน ขณะนี้จึงมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2569 ถึง 14 ตุลาคม 2569 ผ่านทางระบบรับฟังความคิดเห็นของรัฐสภา เพื่อการปรับปรุงกฎหมายนี้ โดยมุ่งให้มีการตั้งนิยามให้เหมาะสมกับสถานที่พัก มีศูนย์กลางรับเรื่องขอใบอนุญาตเป็น One-Stop Service การมีกฎหมายหรือกฎระเบียบที่กำกับแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อการจองที่พักที่เหมาะสมได้สัดส่วน สร้างความปลอดภัยและความน่าเชื่อถือแก่ประชาชน เพื่อให้ได้การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานมากขึ้น
.jpg)
- ทุนเข้าประเทศไทยหลักล้านล้าน แต่เป็นทุนเทา เราอยากได้ไหม? คำถามนี้ทุกคนตอบได้ง่ายว่าไม่อยาก แต่จะตรวจสอบอย่างไร ผู้เข้าร่วมอบรมได้นำเสนอแนวทางเพื่อการป้องกันการไหลเข้าของทุนไม่พึงประสงค์ โดยชี้ให้เห็นว่าแม้ปัจจุบันทั้ง กลต และ ปปง จะมีเกณฑ์ในการตรวจสอบผู้นำเงินเข้ามาลงทุนในประเทศ แต่ใช่ว่าผู้ทำหน้าที่สกรีนเงินทุน อย่างโบรกเกอร์จะมีเครื่องมือที่เท่าทันเพียงพอในการตรวจสอบความน่าเชื่อถือ ทางที่ทำได้คือการสร้างกลไกคัดกรองที่ได้มาตรฐาน สามารถติดตามตรวจสอบ เชื่อมโยงข้อมูลได้ ไปจนถึงนอมินีคนสุดท้ายของห่วงโซ่ของเงินทุนนั้น โดยแม้ขณะนี้ประเทศไทยจะมีการเชื่อมโยงถังข้อมูลกลาง เป็นส่วนของธนาคารคือ CFR และ ส่วนของโบรกเกอร์ มี SDEP แต่ทั้งสองกลุ่มยังไม่เชื่อมโยงกัน ดังนั้นจึงเสนอให้มีการเชื่อมถังข้อมูลระหว่าง 2 ส่วนนี้ ให้มีชื่อว่า CheckedPlus เครื่องมือ Ai เพื่อให้โบรกเกอร์สามารถเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือเพื่อการตรวจสอบได้โดยตรง และในการแชร์ข้อมูลที่อ่อนไหวให้ใช้ e-Consent via NDID
.jpg)
- SME เข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม แล้วปัญหาอยู่ตรงไหน?
SME เข้าไม่ถึงแหล่งเงินทุน หรือจริง ๆ แล้วปัญหาอาจอยู่ที่การเข้าไม่ถึงกระบวนการยุติธรรม? คำถามนี้นำไปสู่การสำรวจว่า ปัญหาของ SME เกิดขึ้นกับใคร อยู่ตรงไหน และมีอุปสรรคอะไร เพราะผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยต้องเสียทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหา และบางรายเลือกไม่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเพราะไม่รู้ว่าจะเข้าถึงกลไกใดได้บ้าง ผู้เข้าอบรมจึงเสนอโครงการ Justice Needs Survey สำหรับ SME โดยลงพื้นที่พูดคุยกับสภา SME ผู้ประกอบการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงส่งแบบสอบถามไปยังเครือข่ายกว่า 80 สมาคม ผลจาก Pilot Project พบ 3 ปัญหาหลัก ได้แก่ สถาบันการเงิน คู่ค้า และหน่วยงานภาครัฐ ข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้ภาครัฐเห็นปัญหาจริงและออกแบบนโยบายได้ตรงจุด สอดคล้องกับแนวคิด people-centred justice ของ OECD เพื่อให้ระบบยุติธรรมเข้าถึงง่าย เป็นธรรม และตอบโจทย์ประชาชนและผู้ประกอบการมากขึ้น
.jpg)
.jpg)
- ไฟฟ้า 1 MW เท่ากัน แต่ผลประโยชน์ที่ไทยได้รับไม่เท่ากัน?
Data Center ต้องใช้ทั้งไฟฟ้า น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก แล้วประเทศไทยควรจัดสรรทรัพยากรเหล่านี้ให้ใคร และแลกกับอะไรปัญหาคือการจัดสรรในปัจจุบันอาจยังไม่สะท้อนศักยภาพและความจำเป็น เกณฑ์อาจไม่โปร่งใส และการได้รับสิทธิยังไม่ได้ผูกกับผลลัพธ์ที่ประเทศไทยจะได้รับอย่างชัดเจน ผู้เข้าอบรมจึงเสนอแนวคิด Open Competitiveness ให้การจัดสรรสิทธิสำหรับ Data Center มีการแข่งขันที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีการประเมินก่อนลงทุน กำหนดอายุสิทธิ และติดตามผลหลังดำเนินการ โดยเปลี่ยนจากการวัดเพียงมูลค่าเงินลงทุน มาเป็น Net National Benefit per Megawatt พิจารณาทั้งการสร้างงาน คน งานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และการเชื่อมโยง SMEs เข้าสู่ Value Chain เพื่อให้ทุก 1 MW ที่ประเทศไทยจัดสรร สามารถสร้างประโยชน์และยกระดับขีดความสามารถของประเทศได้สูงสุด
.jpg)
- ของที่ใช้วันนี้สามารถเป็นวัตถุดิบของวันพรุ่งนี้ได้ แล้วทำไมเรายังใช้เศรษฐกิจแบบ “ใช้แล้วทิ้ง”?
ประเทศไทยยังมีอุปสรรคด้านการสร้าง Circular Economy หรือเศรษฐกิจหมุนเวียน ทั้งการจัดซื้อที่เน้นราคาต่ำ สินค้าสีเขียวที่มีต้นทุนสูงกว่า กฎหมายที่ยังมีช่องว่าง และตลาดที่ยังไม่มีผู้ซื้อหลัก ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดขึ้นได้ไม่เต็มศักยภาพ แนวทางที่ผู้ร่วมอบรมเสนอคือการสร้างกลไกตลาดสำหรับสินค้าหมุนเวียน ตั้งแต่การคำนวณต้นทุนตลอดอายุสินค้า การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว ความรับผิดชอบของผู้ผลิต ไปจนถึงฉลากที่ตรวจสอบได้และมาตรการสร้างแรงจูงใจ โดยเริ่มจากสินค้า 1 ประเภท ทำ Baseline ทดลองและพิสูจน์คุณค่าในระยะ 12 เดือน ก่อนขยายผล เพื่อเปลี่ยนของเสียให้เป็นทรัพยากร ลดการใช้ทรัพยากรและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมสร้างตลาดและเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของไทย
ความสำเร็จวัดที่คุณภาพที่ดีขึ้นของ “ชีวิตของผู้คน”
“ความสำเร็จวัดได้จากความรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงของผู้คน ไม่ใช่เพียงแค่การประกาศใช้นโยบาย...เพราะนั่นคือภาพของหลักนิติธรรมที่เกิดขึ้นจริงในสังคม”
Ms. Niamh Collier-Smith ผู้แทนโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย (UNDP Resident Representative in Thailand) ร่วมกล่าวในพิธิปิด โดยชี้ว่า ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ผู้เข้าร่วมหลักสูตร TROL ร่วมกันพัฒนาขึ้นนั้นสอดคล้องโดยตรงกับวาระสำคัญของประเทศ แผนปฏิบัติการ Open Government Partnership (OGP) รวมถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG 16) สถาบันที่มีหลักนิติธรรม แต่สิ่งที่สำคัญคือการนำไปปฏิบัติเพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้และข้อเสนอนั้นสู่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงในสังคม
.jpg)
พร้อมย้ำถึงความสำคัญของการขยายเครือข่ายความร่วมมือ (Growing the Network) ระหว่างหน่วยงานภาคี เพื่อให้เครือข่ายที่แข็งแกร่งนี้เป็นกำลังสำคัญในการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายไปสู่การปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง เพราะความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของประเทศไทยในอนาคต ไม่ได้ตัดสินเพียงแค่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือหยุดอยู่เพียงความสำเร็จในการเข้าเป็นสมาชิก OECD เท่านั้น แต่ยังวัดได้จากความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อสถาบันภาครัฐ และการนำความรู้ไปสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ผู้คนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ SMEs ชุมชน หรือประชาชนทั่วไป ว่าสามารถสัมผัสและรับรู้ถึงความยุติธรรมและความโปร่งใสได้อย่างแท้จริงและเป็นรูปธรรมหรือไม่ด้วย
.jpg)
“เป้าหมาย คือ ไม่ใช่เพียงให้ไทยพร้อมเข้า OECD แต่ให้ไทยพร้อมสำหรับอนาคตด้วย”
ศ.พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการ TIJ กล่าวปิดท้ายงาน โดยระบุด้วยว่า โจทย์ของประเทศในอนาคตต่อไป คือการสร้างความชัดเจนมากขึ้นว่าการพัฒนานั้นไม่ใช่การพัฒนาเชิงกว้างอย่างเดียว แต่ต้องเป็นการพัฒนาที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศด้วย พร้อมกับย้ำอีกครั้งว่า “หลักนิติธรรมนั้นจับต้องไม่ได้ แต่มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาและการเติบโตอย่างแข็งแกร่งของประเทศ”
รายงานจากเวทีสาธารณะ T>RoL Public Forum 2026 TROL Programme เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2569 ทั้งนี้ หลักสูตร T>ROL Programme เป็นหลักสูตรจากความร่วมมือระหว่าง TIJ Academy ร่วมกับ World Justice Project (WJP) ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา มีผู้นำจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ เข้าร่วมหลักสูตรทั้งสิ้น 77 คน โดยได้ร่วมกันสำรวจมาตรฐานสากลและแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวโน้มระดับโลกที่มีความสำคัญต่อการเสริมสร้างความพร้อมของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD