ยอมรับนโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้มีการใช้คุกกี้ (cookie) เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานและเพิ่มความพึงพอใจต่อการได้รับการเสนอข้อมูลและเนื้อหาต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านได้อนุญาตให้เราใช้คุกกี้ตามนโยบายคุกกี้ของเรา

รายละเอียดเพิ่มเติม
จากการผสานความร่วมมือเพื่อช่วยเหลือทางกฎหมายเฉพาะกรณี สู่การวางรากฐาน Pro Bono Ecosystem เพื่อขับเคลื่อนระบบยุติธรรมที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (People-Centred Justice) และลดช่องว่างการเข้าถึงสิทธิตามกฎหมายอย่างยั่งยืน
 
 
สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับภาคีเครือข่ายสถาบันการศึกษา หน่วยงานวิชาชีพ และสำนักงานกฎหมายชั้นนำ จัดเวที “Pro Bono for All: Bridging the Access to Justice Gap in Thailand” ภายใต้ Thailand Pro Bono Days 2026 ณ อาคาร TIJ โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และผู้แทนภาคประชาสังคม ร่วมแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติและกำหนดทิศทางการพัฒนางาน Pro Bono ในประเทศไทย
 
 
ดร.อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ รองผู้อำนวยการ TIJ เน้นย้ำว่า Pro Bono มิใช่กลไกทดแทนการช่วยเหลือทางกฎหมายของรัฐ (Legal Aid) แต่เป็นส่วนเสริมสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างทางสังคม การดำเนินงานจึงต้องมุ่งเน้นการเชื่อมโยงประชาชนเข้าถึงการช่วยเหลือได้อย่างไร้รอยต่อ และแปรเปลี่ยนความตั้งใจอาสาสมัครไปสู่การสร้างวัฒนธรรม Pro Bono ในระบบยุติธรรมอย่างยั่งยืน
 
 
ขณะที่ Emi Rowse จาก Kudun & Partners ได้แสดงทัศนะผ่านการปาฐกถาถึงขอบเขตของ Pro Bono ที่ครอบคลุมมากกว่าการให้คำปรึกษาโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่เป็นการนำความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพมาปกป้องสิทธิและป้องกันปัญหาก่อนเกิดความเสียหาย เช่น การประเมินความเสี่ยงทางกฎหมาย (Legal Health Check)
 
 
ทั้งนี้ การเสวนาของภาคีสำนักงานกฎหมาย ได้แก่ Kudun & Partners, Watson Farley & Williams, Norton Rose Fulbright และสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้นำเสนอแนวทางสร้างวัฒนธรรม Pro Bono ในองค์กร ทั้งการกำหนดนโยบายที่ชัดเจน การนับชั่วโมง Pro Bono เป็นส่วนหนึ่งของชั่วโมงทำงาน ตลอดจนการประเมินความสำเร็จจากคุณภาพและผลลัพธ์ที่เกิดแก่ผู้รับบริการเป็นหลัก นอกจากนี้ยังได้เสนอให้มีการทบทวนข้อจำกัดทางกฎหมาย การพิจารณาแรงจูงใจทางภาษี และการพัฒนากลไกกลางในการจับคู่ความช่วยเหลือ โดยสภาทนายความฯ แสดงความพร้อมในการเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงความร่วมมือดังกล่าว
 

ในเวทีเดียวกัน ยังมีวงเสวนาโดย BABSEACLE คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ Herbert Smith Freehills Kramer มุ่งการปลูกฝังอุดมการณ์แก่ทนายความรุ่นใหม่ โดยได้เสนอแนวคิดการศึกษากฎหมายเชิงคลินิก (Clinical Legal Education) เพื่อให้นักศึกษากฎหมายได้เรียนรู้ผ่านกรณีปัญหาจริงในสังคม นำไปสู่การเข้าใจความเหลื่อมล้ำและผลกระทบของกฎหมายต่อวิถีชีวิตผู้คน โดยมีระบบพี่เลี้ยงจากอาจารย์และผู้ประกอบวิชาชีพดูแลอย่างใกล้ชิด
 
 
ในช่วงสรุปการเสวนา รศ. ดร.มุนินทร์ พงศาปาน ประธานคณะทำงานศึกษาแนวทางการส่งเสริมระบบทนายความอาสา (Pro Bono) เพื่อการเข้าถึงความยุติธรรมของประชาชน ระบุว่า Pro Bono เป็นองค์ประกอบสำคัญของหลักนิติธรรมที่ช่วยลดช่องว่างระหว่างสิทธิตามกฎหมายกับความสามารถในการใช้สิทธิของประชาชน การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สำนักงานกฎหมาย สภาทนายความ สถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม จึงเป็นหัวใจสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรและความเชี่ยวชาญไปสู่กลุ่มเปราะบางอย่างทั่วถึง
 
 
กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ณ ห้อง Conference Hall 1–2 อาคารสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) โดยความร่วมมือระหว่าง TIJ, คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์, สำนักงานกฎหมาย Kudun & Partners, Herbert Smith Freehills Kramer, Norton Rose Fulbright, Watson Farley & Williams, เครือข่าย BABSEACLE, TrustLaw และ PILnet
Back
chat