ไทยร่วมประชุม OECD สร้างการเข้าถึงความยุติธรรม ด้วยการปฏิรูประบบราชการ ลด“ความยุติธรรมมีบทบาทสำคัญทั้งในการคุ้มครองสิทธิประชาชน การยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐ และการสร้างความแน่นอนและความเชื่อมั่นที่เอื้อต่อการดำเนินธุรกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน”
ถ้อยแถลง รองนายกรัฐมนตรี ปกรณ์ นิลประพันธ์ (รนม.) ในเวทีผู้นำระดับสูง (Justice Leaders’ Dialogue) Roundtable I ในหัวข้อ Justice and the business environment – Reducing friction, cutting beige tape, supporting SMEs ระหว่างการประชุม OECD Global Roundtable on Equal Access to Justice


สำหรับประเทศไทย รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การเข้าสู่กระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เป็นแรงขับเคลื่อนประเทศไทยในการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรมอย่างเท่าเทียม การปรับปรุงกฎหมายและกระบวนงานภาครัฐเพื่อลดต้นทุน และภาระของประชาชนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs ผ่านนโยบายรัฐบาลดิจิทัลและรัฐบาลเปิด การทบทวนกฎหมาย การประเมินผลกระทบของกฎหมาย (RIA) และการรับฟังความคิดเห็น ตลอดจนการเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐ
นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอตัวอย่างการพัฒนาระบบศาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Court) และการส่งเสริมการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทนอกศาล เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการเข้าถึงความยุติธรรมได้สะดวก รวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายลดลง พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการเดินหน้าปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน
เวทีดังกล่าวยังนำเสนอข้อค้นพบจากรายงาน Justice as a Public Service ของ OECD ซึ่งชี้ว่า ประชาชน 4 ใน 10 คนใน 34 ประเทศที่ศึกษาเคยประสบปัญหาทางกฎหมายอย่างร้ายแรงอย่างน้อยหนึ่งครั้ง โดยครึ่งหนึ่งของผู้ประสบปัญหาระบุว่าได้รับผลกระทบต่อการเงิน การทำงาน และความเป็นอยู่ ขณะที่ 3 ใน 10 คนระบุว่าปัญหาลุกลามและยังไม่ได้รับการแก้ไข ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า ประชาชนเข้าหากระบวนการยุติธรรมเพราะต้องการทางออกให้กับปัญหาในชีวิต ทั้งเรื่องครอบครัว สัญญา หนี้สิน หรือผลกระทบจากบริการภาครัฐ การประเมินความสำเร็จของบริการด้านความยุติธรรมจึงควรมองให้พ้นจากการดำเนินคดีในศาล ไปสู่การพิจารณาว่าบริการนั้นช่วยให้ประชาชนแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพและทันท่วงทีหรือไม่
ทั้งนี้ ข้อพิพาทที่ยืดเยื้อและมีต้นทุนสูงยังเป็นอุปสรรคต่อเศรษฐกิจ เนื่องจากภาคธุรกิจต้องนำทรัพยากรมาใช้ในการระงับข้อพิพาท แทนที่จะนำไปลงทุนหรือสร้างนวัตกรรม เวทีจึงเสนอให้พัฒนาบริการใน 3 ด้าน ได้แก่ การรวบรวมข้อมูลปัญหาและอุปสรรคของประชาชนเพื่อจัดบริการให้ตอบโจทย์ การเชื่อมต่อความช่วยเหลือตั้งแต่การให้คำปรึกษาจนถึงการแก้ไขปัญหาและติดตามผล และการสนับสนุนการไกล่เกลี่ยเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการยุติข้อพิพาทที่ช่วยลดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยไม่ต้องอาศัยการดำเนินคดีในศาลเพียงช่องทางเดียว
นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์จากนานาประเทศ ถึงประเด็นนโยบายการเข้าถึงความยุติธรรมที่แต่ละชาติให้ความสำคัญ โดยมีสาระสำคัญดังนี้
โมร็อกโก: รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมแห่งโมร็อกโก ได้กล่าวถึงความสำคัญของการจัดหาทางเลือกในกระบวนการยุติธรรมที่หลากหลายให้เหมาะสมกับปัญหาแต่ละประเภท พร้อมเน้นย้ำถึงความร่วมมือกับกลุ่มประเทศในภูมิภาคแอฟริกาเพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ การนำเครื่องมือที่เหมาะสมมาปรับปรุงกระบวนการ การแสวงหาจุดร่วมทางกฎหมายเพื่อการคุ้มครองสิทธิ ตลอดจนสนับสนุนบทบาทของ OECD ในการช่วยเหลือกลุ่มธุรกิจ SMEs ในแอฟริกา
อียิปต์: มุ่งเน้นการสร้างแรงจูงใจให้แก่ SMEs โดยให้ความสำคัญกับระบบยุติธรรมเชิงป้องกัน (Preventive Justice System) เพื่อลดระยะเวลา ค่าใช้จ่าย และความไม่แน่นอน พร้อมจัดทำระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) ที่สนับสนุนการไกล่เกลี่ยนอกระบบอย่างไม่เป็นทางการเพื่อป้องกันภาวะล้มละลาย นอกจากนี้ ยังมุ่งส่งเสริมการเสริมสร้างพลังทางกฎหมาย (Legal Empowerment) เพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงสิทธิและหน้าที่ของตน การสนับสนุนให้สตรีเข้ามามีบทบาทในภาคธุรกิจมากขึ้น รวมถึงการขับเคลื่อนผลสัมฤทธิ์ที่ถูกต้องและทันท่วงทีผ่านกระบวนการที่เหมาะสม
โบลิเวีย: ตอกย้ำว่าความยุติธรรมคือรากฐานสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อสถาบันภาครัฐ การที่ภาคธุรกิจจะสามารถเข้าถึงกระบวนการทางกฎหมายที่ชัดเจน เป็นธรรม และคาดการณ์ได้นั้น จำเป็นต้องมีการบูรณาการและปรับปรุงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน โบลิเวียยังให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีเพื่อติดตามความคืบหน้าของคดีแบบดิจิทัลเพื่อความโปร่งใส อย่างไรก็ตาม ได้เน้นย้ำว่าเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนที่ไม่อาจทดแทนอำนาจการตัดสินใจของมนุษย์ได้ พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายในการมีระบบยุติธรรมที่เป็นอิสระ มีความรับผิดชอบ และให้ความสำคัญกับการเข้าถึงความยุติธรรม แหล่งเงินทุน และกระบวนการยุติธรรมทางเลือกเป็นลำดับแรก
สหภาพยุโรป (EU): ชูหลักการตลาดเดียว (Single Market) โดยให้ความสำคัญกับการจัดการคดีข้ามพรมแดนและการจัดตั้งศาลชำนาญการเพื่อรับมือกับข้อพิพาทที่มีความเฉพาะทาง ทั้งนี้ EU เห็นพ้องว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล (Digitalisation) จะต้องเป็นไปเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการทำงานให้สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น แต่ต้องไม่เข้ามาทดแทนการใช้ดุลพินิจและการสนับสนุนโดยมนุษย์
เวทีระดับสูงเพื่อพัฒนาความยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง

การประชุม OECD Global Roundtable on Equal Access to Justice ถือเป็นเวทีระดับสูงสำหรับการแลกเปลี่ยนแนวทาง นโยบาย และประสบการณ์ในการพัฒนาระบบยุติธรรมที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง โดยแนวคิดหลักของ OECD คือการมองว่า “ความยุติธรรม” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบทบาทของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม แต่ถือเป็นบริการสาธารณะที่ส่งผลต่อการทำงานของภาครัฐในภาพรวม ระบบยุติธรรมที่มีประสิทธิภาพควรเป็นกลไกที่ช่วยให้ปัญหาของประชาชนได้รับการแก้ไขอย่างเป็นธรรมและทันท่วงที ช่วยลดต้นทุนและความไม่แน่นอนให้แก่ภาคธุรกิจ ส่งเสริมการขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างมีประสิทธิผล
สำหรับการประชุมในปี 2569 OECD ได้ร่วมกับกระทรวงยุติธรรมสาธารณรัฐตุรกี จัดการประชุมขึ้นระหว่างวันที่ 21–23 ตุลาคม 2569 ณ นครอิสตันบูล โดยนอกจากการหารือระดับสูงเฉพาะผู้ได้รับเชิญ (High-Level Dialogue) ในวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ภายใต้หัวข้อ “Justice as a Public Service: Supporting Growth, Competitiveness, Effective Government Delivery and Social Stability” ในวันที่ 22–23 ตุลาคม 2569 จะเป็นเวทีการประชุมเชิงนโยบายด้านยุติธรรม (Justice Policy Forum) ที่ต่อยอดผลจากการหารือระดับผู้นำ ไปสู่การแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเชิงนโยบายและการขับเคลื่อนข้อเสนอแนะของ OECD ว่าด้วยการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้บริหารสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) นำโดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการ และ ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ มีกำหนดเข้าร่วมประชุมในเวทีประชุมเชิงนโยบายด้วย

เมื่อการเข้าใจปัญหาของประชาชนคือจุดเริ่มต้นของการสร้างระบบยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง : TIJ ในงานประชุมเชิงนโยบาย OECD ด้านกฎหมาย
“เมื่อประชาชนล้มลง ระบบสามารถพยุงพวกเขาให้ลุกขึ้นยืนได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมที่สุด”
ดร. พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการ TIJ กล่าวถึงภาพรวมของระบบยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ในการประชุม OECD Global Roundtable on Equal Access to Justice: Justice Policy Forum หัวข้อ Implementing the OECD Recommendation on Access to Justice and People-Centred Justice Systems เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ณ นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี

ในที่ประชุมเดียวกัน ดร.พิเศษ ย้ำด้วยว่า การนำเทคโนโลยีมาใช้หรืออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงความยุติธรรม มักถูกเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นการมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง แต่กลับเป็นกับดักของการทำงานแบบแยกภาคส่วนของหน่วยงานภาครัฐ และกลายเป็น “อุปสรรค” ในการเข้าถึงความยุติธรรมที่แท้จริง

การประชุมวาระนี้มุ่งเน้นการพลิกโฉมระบบยุติธรรมจากระดับหลักการสู่การปฏิบัติจริง โดยให้ความสำคัญกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างและการวัดผลสัมฤทธิ์อย่างเป็นรูปธรรม โดย OECD ได้สนับสนุนประเทศสมาชิกในการสร้างระบบยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (People-Centered Justice) ผ่านการจัดทำรายงานการติดตามผล การพัฒนาเครื่องมือเชิงปฏิบัติ และเวทีแลกเปลี่ยนระดับภูมิภาค เพื่อยกระดับการให้บริการประชาชนพร้อมทั้งบริหารจัดการทรัพยากรภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด
ในโอกาสนี้ ดร.พิเศษ ได้นำเสนอข้อค้นพบเบื้องต้นจากงานวิจัย Justice Scan ซึ่งเป็นความร่วม ระหว่าง TIJ และ OECD ถึงความท้าทายของระบบยุติธรรมไทยในปัจจุบัน โดยระบุถึงช่องว่างสำคัญ 2 ด้านในการให้บริการความยุติธรรมที่มีคนเป็นศูนย์กลาง
ประการแรกคือ ช่องว่างด้านหลักคิด (Conceptual Gap) การดำเนินงานในมุมมองที่มีองค์กรเป็นศูนย์กลาง (Institution-centered) โดยเข้าใจว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้หรือการอำนวยความสะดวกในสำนักงานคือการมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (PCJ) แล้ว นำไปสู่ภาวะ "การทำงานแบบแยกส่วน" (Fragmented) ที่แต่ละหน่วยงานทุ่มเททำหน้าที่และสร้างบริการที่ครบถ้วย แต่ขาดการบูรณาการข้ามหน่วยงาน (Silos) ทำให้ประชาชนยังคงเผชิญความยากลำบากในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมในภาพรวม นอกจากนี้ การเข้าถึงความยุติธรรมที่แท้จริงต้องครอบคลุมมากกว่ากลไกทางศาล โดยต้องรวมถึงกลไกการไกล่เกลี่ยนอกระบบและหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย
ประการที่สองคือ ช่องว่างด้านข้อมูล (Data Gap) การพึ่งพาเฉพาะข้อมูลเชิงบริหาร (Administrative Data) ทำให้ภาครัฐมองเห็นปัญหาเฉพาะของกลุ่มคนที่เข้าถึงระบบศาลได้สำเร็จ แต่ไม่ได้รวมไปถึง “คนส่วนใหญ่” ที่มีปัญหาทางกฎหมายแต่เข้าไม่ถึงกระบวนการ ระบบจึงต้องเปลี่ยนกรอบความคิดจากการตั้งคำถามว่า “หน่วยงานจัดการไปแล้วกี่คดี?” เป็น “ประชาชนกำลังเผชิญปัญหาอะไร และพวกเขาพยายามแก้ไขมันอย่างไร?”

ผู้อำนวยการ TIJ อธิบายว่า กระบวนการยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่แค่การบริการที่สะดวกขึ้น แต่ต้องเป็นกระบวนการแก้ปัญหาที่อิงหลักฐานเชิงประจักษ์ โดยทำความเข้าใจความต้องการทางกฎหมายที่แท้จริงของประชาชน ไทยจึงจำเป็นต้องมีการจัดทำการสำรวจความต้องการทางกฎหมายระดับชาติ (National Justice Needs Survey - JNS) อย่างเป็นระบบ เพื่อปิดช่องว่างทางข้อมูลและยกระดับเป้าหมายของกระบวนการยุติธรรม จากแค่การมองเเค่ผลของคดี (Case Outcome) ไปสู่การแก้ปัญหาชีวิตให้ประชาชนอย่างเเท้จริง (Life Outcome)
“ในยุคที่งบประมาณรัฐมีจำกัด TIJ มองว่า National Justice Need Survey เป็นการลงทุนเชิงยุทธศาสตร์ที่จะช่วยให้รัฐจัดสรรทรัพยากรได้อย่างแม่นยำ คุ้มค่า และนำไปสู่ภาพรวมของความยุติธรรมที่ว่า “เมื่อประชาชนล้มลง ระบบสามารถพยุงพวกเขาให้ลุกขึ้นยืนได้อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมที่สุด” ดร.พิเศษ กล่าว
ในที่ประชุมเดียวกัน ผู้ร่วมเสวนาจากประเทศต่าง ๆ ได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนแนวทางการส่งเสริมการเข้าถึงความยุติธรรมและระบบยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง
สหราชอาณาจักร: จากการประเมินผลโครงการปฏิรูปศาลแบบบูรณาการ (2015- 2024) พบว่าแม้บริการดิจิทัลจะเพิ่มความสะดวกรวดเร็ว แต่กระบวนการเปลี่ยนผ่านที่ยังไม่สมบูรณ์กลับสร้างภาระเพิ่มเติมแก่ผู้รับบริการและเจ้าหน้าที่ศาล นอกจากนี้ กลุ่มเปราะบางยังเผชิญอุปสรรคอย่างมากในการเข้าถึงเทคโนโลยี ซึ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นของการให้บริการแบบผสมผสาน (Mixed-method Service Delivery) เพื่อปิดช่องว่างดังกล่าว
ไอร์แลนด์: กระทรวงยุติธรรมได้นำร่อง National Legal Need Survey เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลสำหรับยุทธศาสตร์กระบวนการยุติธรรมสำหรับปัญหาครอบครัว ข้อมูลสะท้อนว่าประชากร 4 ใน 5 เผชิญปัญหาทางกฎหมายในรอบ 2 ปี โดยเกือบครึ่งได้รับผลกระทบทางจิตใจและมีความเครียดสูง ปัจจุบัน ข้อมูลนี้ถูกนำไปใช้จัดลำดับความสำคัญในการจัดสรรทรัพยากรและประเมินโครงการใหม่ ๆ เช่น โครงการทนายความอาสาในศาลเยาวชน
อิตาลี: มุ่งเน้นการปรับปรุงโครงสร้างองค์กรและการใช้ประโยชน์จากข้อมูล โดยจัดตั้งคณะทำงานสนับสนุนการพิจารณาคดี (Trial Office) ที่ประกอบด้วยบุคลากรสหวิชาชีพเพื่อช่วยผู้พิพากษาเตรียมคดีและบริหารกระบวนพิจารณา พร้อมทั้งนำระบบการประเมินตนเองมาใช้ในศาลเพื่อยกระดับทักษะและแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี
เนเธอร์แลนด์: เร่งแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อนในระบบที่ทำให้ประชาชนต้องอธิบายปัญหาเดิมซ้ำหลายครั้งและส่งผลให้ประชากรร้อยละ 42 ถอดใจจากการเรียกร้องสิทธิ เนเธอร์แลนด์จึงพัฒนาระบบนิเวศแบบบูรณาการ (Integrated Ecosystem) ที่ให้บริการทางกฎหมายเบื้องต้นนอกโครงสร้างศาล เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงความช่วยเหลือได้ง่ายและตรงจุด รวมถึงการนำหลักการ No Wrong Door หรือแนวปฏิบัติในการปฏิรูประบบบริการภาครัฐ รวมถึงกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับความช่วยเหลือทันทีเมื่อเดินเข้าหาหน่วยงานรัฐ ไม่ว่าหน่วยงานนั้นจะมีหน้าที่โดยตรงในเรื่องนั้นหรือไม่ก็ตาม
ที่ประชุมเห็นพ้องกันว่า การเปลี่ยนแปลงระบบยุติธรรมให้เกิดประสิทธิผลอย่างแท้จริง จำเป็นต้องอาศัยการทำความเข้าใจกลุ่มประชากรเปราะบาง การสร้างระบบนิเวศการให้บริการที่เชื่อมโยงถึงกัน และการวัดผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อประชาชน มากกว่าการประเมินเพียงปริมาณภารกิจของสถาบัน การบูรณาการความร่วมมือข้ามหน่วยงานและการแบ่งปันข้อมูลอย่างเป็นระบบ จึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างหลักประกันว่า จะไม่มีประชาชนคนใดถูกทิ้งไว้เบื้องหลังในกระบวนการทางกฎหมายที่มีความซับซ้อน
หลักนิติธรรมคือ "ระบบปฏิบัติการของเศรษฐกิจ" (Operating System of the Economy)
“แม้ว่าหลักนิติธรรมจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น แต่ประโยชน์ของสิ่งนี้จะต้องปรากฏให้เห็นอย่างเด่นชัดผ่านความมั่นใจของธุรกิจขนาดเล็กทุกรายในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและเติบโตต่อไปอย่างยั่งยืน”
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กล่าวในการประชุมหารือเชิงนโยบายหัวข้อ “Justice for Competitiveness: Reducing Friction for Businesses, SMEs and Government” ภายใต้การประชุม OECD Roundtable on Equal Access to Justice ณ นครอิสตันบูล ประเทศตุรกี เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2569

ประธานกรรมการ TIJ ชี้ว่า ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไม่ได้ขึ้นอยู่กับถนน ท่าเรือ หรือโครงข่ายดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัย “หลักนิติธรรม” ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น คอยกำกับการใช้อำนาจรัฐ การกำหนดกฎเกณฑ์ และการบังคับใช้สัญญา เปรียบเสมือนระบบปฏิบัติการของสมาร์ทโฟนที่เมื่อได้รับการอัปเกรด ก็ช่วยให้แอปพลิเคชันต่าง ๆ ทำงานได้ราบรื่น การยกระดับหลักนิติธรรมจึงเป็นการปลดล็อกศักยภาพทางเศรษฐกิจ และควรได้รับการผลักดันเป็นวาระการพัฒนาระดับชาติที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม

สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) หลักนิติธรรมเกี่ยวข้องกับการอยู่รอดในทุกวัน ตั้งแต่กฎระเบียบที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้ การบังคับใช้อย่างเป็นธรรม ไปจนถึงความช่วยเหลือที่เข้าถึงได้ทันเวลา ผู้ประกอบการที่ส่งสินค้าแล้วไม่ได้รับเงิน อาจต้องการทั้งคำปรึกษาด้านสัญญา ความช่วยเหลือในการเจรจา และเงินทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องพร้อมกัน การแก้ปัญหาจึงต้องเชื่อมโยงบริการของหน่วยงานต่าง ๆ ให้ตอบโจทย์สถานการณ์จริงของธุรกิจ
นอกจากนี้ ยังได้กล่าวย้ำด้วยว่า กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD เป็นโอกาสสำคัญในการเร่งการปฏิรูปดังกล่าว โดยยึดแนวคิด “ความยุติธรรมในฐานะบริการสาธารณะ” (Justice as a Public Service) ที่เริ่มจากปัญหา เส้นทางการเข้าถึงบริการ และผลลัพธ์ที่ผู้ประกอบการได้รับ ตั้งแต่ข้อมูลที่เข้าใจง่าย คำปรึกษาตั้งแต่เนิ่น ๆ ไปจนถึงการระงับข้อพิพาทที่มีค่าใช้จ่ายสมเหตุสมผล พร้อมรับฟังเสียงของ SMEs ผ่านการสำรวจความต้องการทางกฎหมายและการศึกษาเส้นทางการแก้ปัญหา เพื่อค้นหาคอขวดและออกแบบบริการบนหลักฐานเชิงประจักษ์
การเปลี่ยนแปลงนี้ต้องอาศัยทั้งการบูรณาการภาครัฐและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน TIJ ร่วมกับ World Justice Project และ UNDP จึงพัฒนาหลักสูตรผู้นำการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งอนาคต (T-RoL) ให้เป็นพื้นที่ร่วมคิดและออกแบบทางออก โดยผู้เข้าร่วมรุ่นปัจจุบันมุ่งศึกษาการเข้าถึงความยุติธรรมของ SMEs เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบและผู้มีอำนาจแก้ไขเป็นเจ้าของปัญหาร่วมกันและเป็นหุ้นส่วนในการหาทางออก
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ ย้ำทิ้งท้ายด้วยว่า ความสำเร็จควรวัดจากภาระของ SMEs ที่ลดลง การแก้ปัญหาที่รวดเร็วขึ้น และความมั่นใจในการลงทุนและการเติบโต ซึ่งเหล่านี้เป็นผลลัพธ์ที่ประเทศไทยมุ่งขับเคลื่อน ก่อนนำเสนอความคืบหน้าในการประชุม OECD Global Roundtable ที่กรุงเทพฯ ในปี 2570 ต่อไป

สำหรับในภาพรวม เวทีหารือสะท้อนว่าสถาบันภาครัฐที่น่าเชื่อถือ กฎระเบียบที่ชัดเจน และระบบยุติธรรมที่เข้าถึงได้ เป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจ ในขณะที่ภาระขั้นตอนที่ซับซ้อนและความไม่แน่นอนในการบังคับใช้กฎหมาย ถือเป็นความเสี่ยงที่ "คุกคามความอยู่รอด" (Vitality Threat) ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งมีสัดส่วนถึงร้อยละ 99 ของภาคธุรกิจ
ผู้แทน OECD ได้นำเสนอหลัก “Think Small First” ที่มุ่งการออกแบบบริการโดยคำนึงถึงข้อจำกัดของธุรกิจขนาดเล็กเป็นอันดับแรก พร้อมลดความซับซ้อนของขั้นตอนก่อนนำเทคโนโลยีมาใช้ และเปิดให้ภาคธุรกิจร่วมออกแบบนโยบายตั้งแต่ต้น เพื่อให้มั่นใจว่าบริการจากภาครัฐนั้นจะสามารถแก้ไขปัญหาคอขวดในทางปฏิบัติได้จริง และส่งเสริมสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน
ขณะที่ผู้แทนจากศาล Abu Dhabi Global Market Courts จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ นำเสนอการใช้ระบบกฎหมายจารีต (Common Law) ของอังกฤษ มาปรับใช้โดยตรงในรูปแบบที่สอดคล้องกับบริบทของประเทศที่ใช้ระบบประมวลกฎหมาย (Civil Law) ควบคู่กับการให้บริการศาลดิจิทัลและการพิจารณาคดีทางไกล เพื่อเพิ่มความแน่นอน ลดข้อจำกัดด้านพื้นที่ และสร้างความเชื่อมั่นแก่ธุรกิจทั้งรายใหญ่และ SMEs สะท้อนบทบาทของระบบยุติธรรมในการลดอุปสรรคและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน
...
การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นในห้วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยกำลังเตรียมความพร้อมเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งถือเป็นโอกาสอันดีในการนำมาตรฐานสากลมาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เนื่องจากหลักนิติธรรม คุณภาพของกฎหมาย และประสิทธิภาพของภาครัฐล้วนมีความเชื่อมโยงกัน เวทีนี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการการปฏิรูปในทุกมิติ ทั้งระบบยุติธรรม ระบบราชการ กฎระเบียบ รัฐบาลดิจิทัล และธรรมาภิบาลภาครัฐ เข้าด้วยกัน เพื่อยกระดับภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชน
ที่สำคัญ การที่ประเทศไทยได้รับการตอบรับจาก OECD ให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม OECD Global Roundtable on Equal Access to Justice ในปี 2570 ทำให้การเข้าร่วมประชุม ณ นครอิสตันบูล ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานต่อเนื่องไปสู่เวที Thailand 2027 โดยในห้วงเวลา 1 ปีจากนี้ ประเทศไทยควรเร่งกำหนดประเด็นการปฏิรูปที่สามารถผลักดันและแสดงผลสัมฤทธิ์ได้จริง เพื่อให้การเป็นเจ้าภาพในปี 2570 สามารถสะท้อนให้เห็นถึง “ความมุ่งมั่น” (Commitment) เชิงนโยบาย ที่ควบคู่ไปกับ “ผลจากการลงมือปฏิบัติจริง” (Implementation) อย่างเป็นรูปธรรม