วันที่ 18 กรกฎาคมของทุกปี องค์การสหประชาชาติได้กำหนดให้เป็น วันแมนเดลาสากล ( Nelson Mandela International Day) เพื่อเป็นเกียรติแก่ เนลสัน แมนเดลา อดีตประธานาธิบดีแห่งประเทศแอฟริกาใต้ รัฐบุรุษและนักต่อสู้เพื่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนระดับโลก ผู้จุดประกายการเปลี่ยนแปลงงานราชทัณฑ์เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องขังทั่วโลก โดยที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (UN General Assembly) ได้รับรองข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง ฉบับปรับปรุงจากฉบับแรกใน พ.ศ. 2498 เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2558 และให้ชื่อย่อของข้อกำหนดฉบับนี้ว่า “ข้อกำหนดเนลสันแมนเดลา” (The Nelson Mandela Rules หรือ ข้อกำหนดแมนเดลา) เพื่อเป็นเกียรติให้แก่ผู้นำผู้ล่วงลับด้วย

ในโอกาสนี้ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม โดยกองพัฒนาพฤตินิสัย ร่วมกับ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ได้ร่วมกันจัดงาน “วันเนลสัน แมนเดลาสากล” ประจำปี พ.ศ. 2569 เพื่อประกาศเจตนารมณ์และจุดยืนในการนำข้อกำหนดแมนเดลา มาเป็นกรอบแนวทางหลักในการบริหารจัดการเรือนจำและการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง โดยยึดหลักสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และมาตรฐานสากล พร้อมสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจต่อการดำเนินงานของกรมราชทัณฑ์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน

งานครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ดร. ชาญ วชิรเดช รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ฝ่ายพัฒนา กล่าวต้อนรับและปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ การขับเคลื่อนภารกิจของกรมราชทัณฑ์ตามข้อกำหนดแมนเดลา โดยกล่าวถึงการบริหารงานของกรมราชทัณฑ์ที่มีความสอดคล้องเชื่อมโยงกับหลักการของข้อกำหนดแมนเดลาตรงที่ไม่ได้มองผู้ต้องขังในฐานะผู้กระทำผิดของสังคม หากแต่มองเห็นเป็นโอกาสอันมีค่าที่จะฟื้นฟูและพัฒนาศักยภาพของบุคคลให้กลับคืนสู่สังคมได้อย่างมีคุณภาพ และมุ่งหวังให้งานครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ตามมาตรฐานสากลและประสบการณ์ระหว่างประเทศไทยและประเทศต่าง ๆ ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต
จากนั้นจึงเป็นพิธีการรำลึกถึงวันเนลสัน แมนเดลาสากล โดย ฯพณฯ นายดาร์คีย์ อีเฟรอิม เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย รองศาสตราจารย์ ดร.ปกรณ์ ศิริประกอบ คณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายฮิโรชิ สุดะ ผู้แทนสำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ประจำประเทศไทย และ นางสาวชลธิช ชื่นอุระ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมข้อกำหนดกรุงเทพและการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิด TIJ

ผู้ร่วมพิธีการได้กล่าวถึงประวัติและพัฒนาการของการนำข้อกำหนดแมนเดลามาใช้ทั้งในบริบทประเทศไทยและระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมสิทธิมนุษยชน การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และการพัฒนาระบบราชทัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยมีผู้แทนประเทศต่าง ๆ องค์การระหว่างประเทศ ผู้ปฏิบัติงาน เจ้าหน้าที่ และนักวิชาการที่เกี่ยวข้องกับงานราชทัณฑ์ รวมไปถึง ดร.นัทธี จิตสว่าง ที่ปรึกษาของ TIJ เข้าร่วมงาน
จากหลักการสู่การปฏิบัติ - กุญแจสร้างความยุติธรรมในเรือนจำที่ยั่งยืน

“แก่นแท้ของข้อกำหนดแมนเดลาสะท้อนว่า ความสำเร็จของระบบยุติธรรมไม่ได้วัดกันที่จำนวนผู้ถูกลงโทษ แต่วัดกันที่การปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” นางสาวชลธิช กล่าว และเสริมว่า หลักการสำคัญข้อนี้ปรากฎทั้งใน ข้อกำหนดแมนเดลา และ ข้อกำหนดกรุงเทพ (ข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงและมาตรการที่มิใช่การคุมขังสำหรับผู้กระทำความผิดหญิง) สองมาตรฐานสากลที่เปลี่ยนมุมมองต่อระบบราชทัณฑ์ทั่วโลก โดยพิสูจน์ให้เห็นว่า การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การฟื้นฟูพัฒนาพฤติกรรม และความปลอดภัยของสังคม ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่เป็นเรื่องที่ต้องขับเคลื่อนควบคู่และเกื้อหนุนซึ่งกันและกันอย่างยั่งยืน
อย่างไรก็ดี ความสำเร็จในการนำไปปรับใช้ในบริบททั้งในประเทศและระหว่างประเทศนั้นขึ้นอยู่กับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมไปถึงผู้ปฏิบัติหน้าที่ในเรือนจำด้วย
“มาตรฐานสากลจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อถูกนำไปปรับใช้ในการทำงานทุก ๆ วัน และนี่คือจุดที่ 'เจ้าหน้าที่เรือนจำ' จะเป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงได้ยิ่งใหญ่ที่สุด” นางสาวชลธิช กล่าว โดยให้รายละเอียดว่า ข้อกำหนดแมนเดลา ให้ความสำคัญต่อบทบาทของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ว่าเป็นมากกว่าผู้ดูแลความปลอดภัย แต่คือบุคลากรวิชาชีพที่มีส่วนสำคัญในการสร้างเรือนจำที่ปลอดภัย ช่วยเหลือเกื้อกูลในการฟื้นฟูพัฒนาพฤติกรรม และปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคนที่อยู่ภายใต้การดูแล
ประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อน “ข้อกำหนดแมนเดลา”

อีกไฮไลท์ภายในงาน คือการร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติตามข้อกำหนดแมนเดลาและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนและผู้กระทำผิด อันจะนำไปสู่ความร่วมมือในการจัดโครงการเพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งองค์ความรู้และประสบการณ์จริงจากประเทศต่าง ๆ ในมิติของการนำข้อกำหนดแมนเดลาไปใช้

“ทั้งข้อกำหนดแมนเดลาและข้อกำหนดกรุงเทพ ต่างเป็นมาตรฐานระหว่างประเทศที่สำคัญในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังทุกคนอย่างมีมนุษยธรรมและเท่าเทียม โดยไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเพศ ประเทศไทยและแอฟริกาใต้จึงต้องร่วมมือกันขับเคลื่อน เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรฐานทั้งสองนี้ยังคงเป็นบรรทัดฐานหลักในการบริหารจัดการเรือนจำที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง” ฯพณฯ นายดาร์คีย์ อีเฟรอิม เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐแอฟริกาใต้ประจำประเทศไทย กล่าวในตอนหนึ่ง พร้อมทั้งได้ร่วมนำเสนอความเป็นมาของข้อกำหนดแมนเดลาและบทบาทของแอฟริกาใต้ในการผลักดันข้อกำหนดแมนเดลาในระดับโลก
ขณะที่ ดร.วริศรา ศิริสุทธิเดชา ผู้อำนวยการกองพัฒนาพฤตินิสัย กรมราชทัณฑ์ ร่วมนำเสนอผลดำเนินงานการปฏิบัติตามมาตรฐาน "ข้อกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง" หรือ "ข้อกำหนดแมนเดลา"


กิจกรรมในงานยังรวมถึงการเยี่ยมชมการดำเนินงานด้านการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังภายในทัณฑสถานหญิงกลาง เพื่อสะท้อนถึงการนำหลักการตามข้อกำหนดแมนเดลามาใช้ในการบริหารจัดการเรือนจำทั้งด้านการดูแลผู้ต้องขัง การพัฒนาพฤตินิสัย และการส่งเสริมโอกาสการคืนสู่สังคม โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องขัง ทั้งยังถือเป็นการลงทุนสำคัญที่จะนำไปสู่การสร้างสังคมที่ปลอดภัยอย่างเป็นรูปธรรมด้วย