ภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการเงิน นักวิชาการ และชุมชนบางกะเจ้า ร่วมผลักดันคุ้งบางกะเจ้าให้เป็นต้นแบบ “เศรษฐกิจเพิ่มพูนนิเวศ” (Nature Positive Economy) ผ่านการฟื้นฟูธรรมชาติควบคู่กับการสร้างรายได้ให้ประชาชน พร้อมเปิด 4 โมเดลพัฒนาและเสนอเครื่องมือการเงินสีเขียว เพื่อให้ผู้ดูแลรักษาพื้นที่สีเขียวได้รับผลตอบแทนอย่างเป็นธรรม

ข้อเสนอดังกล่าวเกิดขึ้นในกิจกรรม “การเงินเพื่อเศรษฐกิจเมืองที่เกื้อกูลธรรมชาติ: คำมั่นแห่งบางกะเจ้า” (Financing a Nature-Positive Urban Economy: The Bang Kachao Commitment) เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2569 ณ พิพิธภัณฑ์ปลากัดไทย คุ้งบางกะเจ้า จังหวัดสมุทรปราการ ภายใต้ Bangkok Climate Action Week 2026 โดย Just Transitions Incubator (JUTI) และภาคีเครือข่าย จัดเป็นกิจกรรมคู่ขนานกับการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank)

กิจกรรมครั้งนี้เป็นการต่อยอดมาจากกระบวนการมองอนาคตแบบมีส่วนร่วมของคุ้งบางกะเจ้า ซึ่งเริ่มจากเวทีรับฟังชุมชนงาน “ฟังเสียงบางกะเจ้า” เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2569 โดยชุมชนร่วมเลือกทิศทาง “ความหลากหลายสู่รายได้ที่ยั่งยืน” ก่อนนำไปวิเคราะห์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญในวันที่ 15 สิงหาคม ณ TIJ Common Ground และการแลกเปลี่ยนระหว่างชุมชนกับผู้เชี่ยวชาญในวันที่ 14 กันยายน ซึ่งสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมสนับสนุนเพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการออกแบบอนาคตของพื้นที่
เวทีดังกล่าวตั้งคำถามสำคัญที่ว่า “ใครควรสนับสนุน จ่ายค่าตอบแทนให้ชุมชนที่ช่วยดูแลธรรมชาติ ซึ่งคนทั้งเมืองได้รับประโยชน์” โดยมุ่งพัฒนากลไกการเงินที่ทำให้การรักษาพื้นที่สีเขียวไม่เป็นภาระของเจ้าของที่ดินและชุมชนในคุ้งบางกะเจ้าเพียงฝ่ายเดียว
คุ้งบางกะเจ้ามีประชากรประมาณ 37,330 คน และบ้านเรือน 13,785 หลัง ตามข้อมูลปี 2568 มีคูคลอง 61 แห่ง และประตูน้ำ 34 แห่ง เป็นพื้นที่ธรรมชาติสำคัญสำหรับกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่กำลังเผชิญความท้าทายทั้งปัญหาน้ำเค็ม การจัดการน้ำ ภาษีที่ดิน และข้อจำกัดการใช้ประโยชน์พื้นที่ ซึ่งส่งผลต่อการรักษาสวนผลไม้ยกร่องและพื้นที่สีเขียวในระยะยาว
ชุมชนชู PES เป็น “แต้มต่อ” ผู้รักษาพื้นที่สีเขียว
กิจกรรมเริ่มด้วยการเดินทางโดยเรือไฟฟ้าสู่คุ้งบางกะเจ้า โดย คุณภมรรัตน์ ตันสงวนวงศ์ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านการพัฒนาสังคม ธนาคารโลก (World Bank) นำเสนอหัวข้อบทบาทและการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของธนาคารโลกในประเทศไทย พร้อมด้วยผู้แทนองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ที่ร่วมถ่ายทอดศักยภาพของบางกะเจ้าในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

ช่วงเวทีชุมชน ณ พิพิธภัณฑ์ปลากัดไทย นางมุทิตา เลิศลักษณาพร รองผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) กล่าวถึงความสำคัญของแนวคิด People-Centred Justice ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่ว่า เป็นฐานสำคัญของการสนับสนุนกระบวนการมีส่วนร่วมในพื้นที่ โดย TIJ ให้ความสำคัญกับการออกแบบระบบและกระบวนการตั้งแต่ต้น เพื่อให้คนในชุมชนมีเสียง มีส่วนร่วมกำหนดอนาคต และได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างเป็นธรรม โดยมองความยุติธรรมครอบคลุมไปถึงการตัดสินใจด้านการพัฒนา ก่อนเกิดข้อพิพาทหรือเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
TIJ นำแนวคิดดังกล่าวควบคู่กับเครื่องมือการมองอนาคต (Foresight) มาใช้ในการทำงาน เพื่อให้การตัดสินใจในปัจจุบันคำนึงถึงความต้องการของผู้คนและความเปลี่ยนแปลงในอนาคต โดยโครงการบางกะเจ้าเป็นพื้นที่ทดลองนำแนวคิดเหล่านี้ไปใช้ให้เกิดรูปธรรม เชื่อมเสียงของชุมชนกับภาครัฐ ภาคธุรกิจ และสถาบันการเงิน ในการร่วมออกแบบกลไกการเงินสีเขียวและระบบ PES ที่ตอบแทนผู้ดูแลธรรมชาติอย่างเป็นธรรม
“โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า เราจะรักษาบางกะเจ้าไว้อย่างไร แต่คือ เราจะทำให้ธรรมชาติ เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของคนเติบโตไปด้วยกันได้อย่างไร และคนในพื้นที่จะมีส่วนร่วมกำหนดอนาคตนั้นอย่างไร” นางมุทิตา กล่าว
ขณะที่ นางนทีทิพย์ จึงสมประสงค์ ผู้แทนกรุงเทพมหานคร นำเสนอแนวทางความร่วมมือด้านการรับมือภัยพิบัติ การเดินทางคาร์บอนต่ำ และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

เวที “Community First” ดำเนินรายการโดย นางจุฬารัตน์ นิรัติศยกุล จากเครือข่าย RoLD Fellows เปิดพื้นที่ให้ตัวแทนชุมชน 3 วัย ได้แก่ นายประกิจ รอดเจริญ ตัวแทนรากเหง้าชุมชน (The Roots), นายวิษณุ น้อยนวล ผู้ใหญ่บ้าน ม.1 ตำบลบางกะเจ้า ตัวแทนคนรุ่นขับเคลื่อน (The Shoots) และ นายธัญญา อ่วมเจริญ ตัวแทนพลังความคิดและการขับเคลื่อนชุมชน (The Brains) ร่วมสะท้อนปัญหาจากประสบการณ์จริง
ชุมชนย้ำความเป็นพื้นที่สีเขียวของบางกะเจ้า ที่มีอัตลักษณ์เป็นสวนผลไม้นานาพรรณ และมีเอกลักษณ์เป็นสวนยกร่อง ดังนั้นความสำคัญประการแรก คือการจัดการโครงสร้างน้ำที่มีคุณภาพ และตอบสนองการใช้ประโยชน์ของคนทุกกลุ่มในบางกะเจ้า รวมทั้ง การปรับปรุงกฎหมายที่ให้ความเป็นธรรมกับคนคุ้งบางกะเจ้าทุกภาคส่วน ประการสำคัญ คือได้รับการสนับสนุนด้านการเงินด้วยจิตวิญญาณแห่งการรักษาพื้นที่สีเขียวเพื่อคนไทยทุกคน ทั้งนี้ ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงกิจกรรม CSR ระยะสั้น หรือเป็นครั้งคราว เวทียังเปิดโอกาสให้เยาวชนไกด์น้อย 4 คน ได้ร่วมเวที เพื่อให้ซึบซับข้อมูลจะได้เป็นพลังในการรักษาพื้นที่สีเขียวบางกะเจ้าให้ยั่งยืนต่อไป
เปิด 4 โมเดล ฟื้นฟู 5 ระบบนิเวศ

นายสัจจพงศ์ เล็กอุทัย กรรมการผู้จัดการ LANDPROCESS นำเสนอผลการจัดกระบวนการมองอนาคตแบบมีส่วนร่วม (Participatory Foresight) จำนวน 3 เวที ที่ให้ชุมชนร่วมออกแบบอนาคตบางกะเจ้า ภายใต้แนวคิด เศรษฐกิจเพิ่มพูนนิเวศ (Nature Positive Economy) มุ่งฟื้นฟู 5 ระบบนิเวศ ได้แก่ ดิน น้ำ ป่า สวน และการจัดการที่ดิน
แนวทางสำคัญประกอบด้วยการฟื้นฟูระบบ “3 น้ำ 3 ป่า” (น้ำจืด น้ำกร่อย น้ำเค็ม และ ป่าชายเลน ป่าบึงชุ่มน้ำ ป่าดิบลุ่มต่ำ) การพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงพื้นที่สีเขียว (Green Corridor) และนวัตกรรมปกป้องสวนยกร่อง เพื่อรักษาระบบนิเวศดั้งเดิม เพิ่มความสามารถในการรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจแก่ชุมชน
กระบวนการดังกล่าวนำไปสู่ 4 โมเดลพัฒนา ได้แก่ Eastern Venice, Nature Sport Complex, สวนผลไม้นานาพันธุ์ยกร่อง และศูนย์ประชุมใต้ร่มไม้ (Green Canopy Convention Center) ซึ่งเป็นแนวคิดสร้างรายได้จากฐานทรัพยากรธรรมชาติ โดยไม่ลดทอนคุณค่าของพื้นที่และวิถีชีวิตชุมชน
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเกี่ยวกับการส่งเสริมการบริหารภาครัฐระบบเปิดและการมีส่วนร่วม สำนักงาน ก.พ.ร. นำเสนอแนวทางเชื่อมโมเดลพัฒนาเข้ากับแผนปฏิบัติการแห่งชาติ (National Action Plan) ภาครัฐระบบเปิดและการมีส่วนร่วม ระยะ 4 ปี และการจับคู่เครื่องมือทางการเงินกับโครงการที่มีศักยภาพ เพื่อผลักดันข้อเสนอจากชุมชนไปสู่การดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม
ด้าน ผศ.ดร.ชูศักดิ์ จันทร์ปฐมพงศ์ จากศูนย์ RUBEA คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เน้นความสำคัญของกระบวนการที่ชุมชนร่วมคิด ร่วมออกแบบ และร่วมกำหนดอนาคต ไม่ใช่การกำหนดแผนพัฒนาจากบนลงล่าง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่เป็นธรรมและยั่งยืน
เปิดทาง PES & Green Fund & SLB ดึงทุนฟื้นฟูธรรมชาติ
ช่วงบ่ายเป็นเวทีหารือเรื่อง “จากคุณค่าของพื้นที่สู่โอกาสทางการเงิน คำมั่นสัญญา และก้าวต่อไป” โดยมี ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ดร.สวนิตย์ บุญญาสุวัฒน์ ศรีเลิศฟ้า จากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และ นายแดเนียล ลีโอ ฮอร์น-พัธโนทัย ผู้ก่อตั้ง Just Transitions Incubator (JUTI) ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางระดมทุนและสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเงิน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่เกื้อกูลธรรมชาติ
ข้อเสนอสำคัญประกอบด้วย PES เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ผู้ดูแลระบบนิเวศ แนวคิดจัดตั้ง กองทุนสีเขียว (Green Fund) และการพิจารณาใช้ พันธบัตรที่เชื่อมโยงกับผลการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bonds: SLB) เพื่อสนับสนุนการลงทุนด้านเศรษฐกิจหรือกิจกรรมต่างๆ ที่สร้างผลเชิงบวกต่อธรรมชาติตามแนวคิด “เศรษฐกิจเพิ่มพูนนิเวศ”
นอกจากนี้ ยังมีการเสนอแนวทางกำหนดตัวชี้วัดที่ตรวจสอบได้ เช่น พื้นที่สีเขียวที่ได้รับการฟื้นฟู จำนวนครัวเรือนที่เข้าร่วม PES และผลประโยชน์ที่กลับคืนสู่ชุมชน เพื่อให้การลงทุนสามารถประเมินผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรม
การหารือครั้งนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมข้อเสนอจากชุมชนและโมเดลการพัฒนาเข้ากับเครื่องมือทางการเงิน โดยมีโจทย์สำคัญในระยะต่อไปคือการพัฒนาโครงการให้มีความพร้อมสำหรับการลงทุน กำหนดกลไกความร่วมมือ และสร้างระบบติดตามผลที่ทำให้ชุมชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง

สร้างเศรษฐกิจชุมชนผ่านอาหารท้องถิ่นและเยาวชน
กิจกรรม “รสชาติแห่งชุมชน” (Tastes of Bang Kachao) นำเสนออาหารจากวัตถุดิบท้องถิ่นผ่านความร่วมมือของ Commons Youth, AKKEE และชุมชนบางกะเจ้า พร้อมการแลกเปลี่ยนมุมมองจาก The Rockefeller Foundation และ Global Fund for Children สะท้อนโอกาสสร้างรายได้จากอาหาร เกษตรกรรม และการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ
การขับเคลื่อนครั้งนี้ใช้แนวคิด SENSE → CO-CREATE → ACT ตั้งแต่การรับฟังเสียงชุมชน การร่วมออกแบบอนาคตกับภาคี ไปจนถึงการพัฒนาแนวทางปฏิบัติและกลไกการเงินที่สามารถติดตามผลได้
กิจกรรมขับเคลื่อนโดย Just Transitions Incubator (JUTI) ภายใต้ Bangkok Climate Action Week 2026 ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้แก่ สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) RoLD Fellows, โครงการ Forest Guardians คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศูนย์ RUBEA สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม (GSEI) สำนักงาน ก.พ.ร., สสส., มูลนิธิคอนราด อาเดนาวร์ (Konrad Adenauer Stiftung), LANDPROCESS, Global Fund for Children และภาคีชุมชนบางกะเจ้า
เป้าหมายระยะต่อไป คือการนำภาพอนาคตและข้อเสนอจากชุมชนไปพัฒนาเป็นโครงการที่มีความพร้อมสำหรับการลงทุน เชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการเงิน เพื่อออกแบบกลไกที่ทำให้ผู้ดูแลธรรมชาติได้รับประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างเป็นธรรม และต่อยอดบางกะเจ้าเป็นต้นแบบการพัฒนาพื้นที่สีเขียวสำหรับเมืองอื่นในประเทศไทย
เพราะการรักษาพื้นที่สีเขียวของเมืองไม่ควรเป็นภาระของชุมชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วนที่ได้รับประโยชน์จากธรรมชาติ