ยอมรับนโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้มีการใช้คุกกี้ (cookie) เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานและเพิ่มความพึงพอใจต่อการได้รับการเสนอข้อมูลและเนื้อหาต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านได้อนุญาตให้เราใช้คุกกี้ตามนโยบายคุกกี้ของเรา

รายละเอียดเพิ่มเติม

หลังจากสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมเปิดตัวโครงการ Chula LegalTech Year 7 โดยคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมมือกับภาคีเครือข่าย เมื่อปลายปี 2568 ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 ผู้ผ่านรอบคัดเลือก 40 คน จาก 20 ทีมสุดท้ายได้เข้าร่วมกิจกรรม Insight TIJ – Academic Visit การเรียนรู้จากโจทย์จริงและประสบการณ์จริงในระบบยุติธรรมไทย ผ่านมุมมองของผู้ปฏิบัติงานจากหลากหลายสาขา เพื่อเชื่อมโยงแนวนวัตกรรมและเทคโนโลยี เข้ากับความซับซ้อนและข้อจำกัดของการใช้งานจริงในระบบยุติธรรมไทย 

 

 

งานครั้งนี้ TIJ ได้ให้การต้อนรับทั้งวิทยากรและผู้ผ่านการคัดเลือก โดยวิทยากรจากหน่วยงานต่าง ๆ ได้สะท้อนมุมมองถึงปัญหาด้านความยุติธรรมในปัจจุบันว่า ไม่ได้เกิดจาก “ตัวบุคคล” เพียงลำพัง หากแต่เป็นผลลัพธ์ของการเชื่อมโยงกันระหว่างโอกาสในชีวิต สภาพแวดล้อม แรงกดดันทางเศรษฐกิจ ความเปราะบางทางสังคม และโครงสร้างของระบบรัฐที่ทำงานแยกส่วน การแก้ปัญหาแบบเดิมที่มองเฉพาะปลายเหตุ หรือมองจากมุมของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง จึงไม่สามารถตอบโจทย์ความซับซ้อนของปัญหาได้ และมักนำไปสู่การเกิดซ้ำของปัญหาในรูปแบบใหม่

 

 

แนวคิดมองคนเป็นศูนย์กลางความยุติธรรม (People-Centered Justice)

 

 

ดร.อาภามาศ จันทร์เมฆา ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมเพื่อความยุติธรรม สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ได้วางกรอบคิดหลักของทั้งกิจกรรม ผ่านแนวคิด People-Centered Justice ซึ่งชี้ให้เห็นว่า ความท้าทายที่แท้จริงของนวัตกรรมในระบบยุติธรรมไม่ใช่การขาดไอเดียหรือเทคโนโลยี แต่คือการทำให้นวัตกรรม “ถูกนำไปใช้จริง” ทั้งโดยประชาชน (external user) และคนทำงานในระบบยุติธรรม (internal user) ซึ่งเป็นระบบที่มีข้อจำกัดสูง ทั้งด้านขั้นตอน เวลา และทรัพยากร บทเรียนจากการทำงานของ TIJ คือ นวัตกรรมที่ไปต่อได้ต้องไม่เพิ่มภาระหรือความเสี่ยงให้กับคนทำงานในระบบ และต้องเชื่อมต่อกับการทำงานจริงได้ ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีเสมอไป แต่อาจเป็นกระบวนการหรือรูปแบบการทำงานที่ช่วยป้องกัน ฟื้นฟู และเปิดโอกาสให้ประชาชนตั้งแต่ต้นทาง

 

 

สันติ ศิริธีราเจษฎ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านคุ้มครองเด็ก องค์การยูนิเซฟ (UNICEF) ประเทศไทย ขยายความในแง่ของประเด็นการคุ้มครองเด็กในโลกออนไลน์ ว่า แม้ประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลกจะยึดถืออนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child: CRC) ซึ่งเป็นกรอบที่เข้มแข็งและก้าวหน้า แต่การนำหลักการเหล่านี้ไปใช้ในหน้างานจริงกลับไม่ง่ายอย่างที่คิด เพราะปัญหาที่เด็กเผชิญเชื่อมโยงกับครอบครัว โรงเรียน ชุมชน ระบบรัฐ และแพลตฟอร์มดิจิทัล จึงต้องแก้ปัญหาด้วยการปรับสภาพแวดล้อมทั้งระบบ เพื่อให้เด็กสามารถเติบโตได้อย่างปลอดภัยจริง

 

 

ร.ต.อ. เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) อธิบายถึงอาชญากรรมออนไลน์ในปัจจุบันว่ามีรูปแบบที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่กฎหมายและระบบยุติธรรมปรับตัวได้จำกัด ขณะที่ผู้ตกเป็นเหยื่อและผู้ถูกกระทำไม่ได้แยกขาดจากกันเสมอไป เพราะคนหนึ่งคนอาจถูกหลอกหรือบีบบังคับให้ต้องตกเป็นเหยื่อหรือถูกบังคับให้หลอกลวงคนอื่นก็ได้ การแก้ปัญหาจึงต้องเข้าใจบริบทของการเกิดอาชญากรรมอย่างครอบคลุมด้วย

 

 

เพิ่มพร มณีสินธุ์ ผู้จัดการโครงการโรงเรียนตั้งต้นดี สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย ให้ภาพของผู้พ้นโทษในโครงการตั้งต้นดีว่าเป็นผลของการขาดโอกาส หลายคนไม่ได้เริ่มต้นชีวิตในจุดเดียวกับคนอื่น บางคนเผชิญความรุนแรง ความยากจน หรือการถูกละเมิดตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อเข้าสู่เรือนจำก็ถูกตัดขาดจากสังคม และเมื่อพ้นโทษก็แทบไม่มีใครให้โอกาส การช่วยเหลือพวกเขาจำเป็นต้องเริ่มจากการฟังความต้องการ สิ่งที่ขาด และออกแบบการสนับสนุนที่สอดคล้องกับชีวิตจริงและความต้องการของผู้พ้นโทษ

 

 

เมษ์ ศรีพัฒนาสกุล ผู้ก่อตั้งบริษัท ลูกคิด (LUKKID) จำกัด ระบุว่า ความคิดที่ดีหรือเทคโนโลยีที่ดูน่าสนใจนั้นไม่เพียงพอหากไม่สามารถตอบโจทย์คความต้องการของผู้ใช้งานได้ การออกแบบโซลูชันจึงต้องสอดคล้องกับกรอบ COM-B ที่มองว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีทั้งความสามารถในการทำ (Capability) โอกาสหรือเงื่อนไขที่เอื้อ (Opportunity) และแรงจูงใจ (Motivation) ในหลายกรณี นวัตกรรมจึงไม่ใช่การสร้างเทคโนโลยีใหม่ แต่เป็นการออกแบบวิธีทำงาน กระบวนการ และความสัมพันธ์ของคนในระบบให้เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงจริง

 

 

กิจกรรม Insight TIJ – Academic Visit ทำให้เห็นชัดเจนว่า สิ่งที่ “ไม่เวิร์ก” ในอดีต ไม่ใช่เพราะขาดความตั้งใจหรือขาดกฎหมาย แต่เพราะระบบมักมองปัญหาแบบแยกส่วนและไม่มองคนอย่างรอบด้าน ขณะที่นวัตกรรมเพื่อความยุติธรรมในวันนี้และอนาคต จำเป็นต้องเริ่มจากการมองให้เห็นทั้งชีวิต ระบบ และสภาพแวดล้อมของปัญหา และออกแบบการแก้ไขในหลายมิติพร้อมกัน เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างครอบคลุม รวมทั้งการมองไปถึงอนาคตด้วย เพื่อให้สามารถตอบโจทย์โลกจริง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมได้อย่างยั่งยืน
Back
chat