นายนัทธี จิตสว่าง รองผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย(องค์การมหาชน) หรือ TIJ กล่าวบรรยาย หัวข้อ “ผู้ต้องขังหญิงในเรือนจำในประเทศไทยและการเผยแพร่ข้อกำหนดกรุงเทพฯ” ในระหว่างการสัมมนาวิชาการ"IPPF Thailand Colloquium 2014" ซึ่ง TIJ จัดขึ้น เมื่อวันที่ 3-6 มีนาคม 2557ว่า ภาพรวมสถานการณ์ ผู้ต้องขังหญิงของไทยในปัจจุบันพบว่า เกือบทั้งหมดของผู้ต้องขังหญิงในไทย กระทำความผิดในข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติด โดยคิดเป็น 82% ของจำนวนผู้ต้องขังหญิงทั้งหมด รองลงมา 13% เป็นการกระทำผิดในข้อหาอาชญากรรมด้านทรัพย์สิน และอีก 3% เป็นความผิดในข้อหาทำร้ายร่างกายและชีวิต โดยผู้ผญิงที่กระทำความผิดในข้อหาเกี่ยวกับยาเสพติดส่วนใหญ่มีความผิดฐานเป็นผู้จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองเพื่อการจำหน่ายรายย่อย ซึ่งเข้าสู่วงจรค้ายาเสพติดโดยพัฒนามาจากการเป็นผู้เสพ
นอกจากนั้น ผู้หญิงที่กระทำความผิดในคดียาเสพติดอีกส่วนหนึ่ง เกิดจากการมีบุคคลในครอบครัว โดยเฉพาะสามีที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด ส่งผลให้มีผู้หญิงตกเป็นเหยื่อ โดยถูกสามีหรือคนรักล่อลวงให้เข้ามาสู่ธุรกิจค้ายาเสพติด นอกจากนี้ยังมีแรงจูงใจให้ผู้หญิงกระทำความผิดเพราะการถูกสามีทอดทิ้ง กลายเป็นผู้ต้องแบกรับภาระดูแลครอบครัว จึงต้องดิ้นรนหาวิธีที่จะสามารถสร้างรายได้ได้อย่างง่ายละรวดเร็ว และมีบางส่วนที่ถูกเพื่อฝูงชักจูงให้เข้ามาค้ายา
ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าผู้ต้องขังหญิงส่วนใหญ่ ไม่ใช่บุคคลอันตราย ที่ก่ออาชญากรรมที่รุนแรงเป็นอันตรายต่อสังคม ซึ่งสะท้อนจากอัตราโทษจำคุกโดยเฉลี่ยที่อยู่ในระยะค่อนข้างต่ำ คือ ส่วนใหญ่ได้รับโทษจำคุกเฉลี่ยระหว่าง 2-5 ปี
ในคดีทำร้ายร่างกายนั้น งานวิจัยพบว่าผู้ต้องขังหญิงส่วนใหญ่ มีความผิดจากการทำร้ายร่างกายสมาชิกในครอบครัวโดยเฉพาะสามีของตนเอง เนื่องจากจับได้ว่าถูกนอกใจ ทั้งที่ตนเองถูกข่มเหงทั้งทางร่างกายและทางเพศ
เผยเรือนจำรองรับผู้ต้องขังหญิงได้เพียงร้อยละ 70
นายนัทธี กล่าวอีกว่า ด้วยเพศสภาพของผู้หญิงมีข้อจำกัดและมีความต้องการเฉพาะ ที่มีความแตกต่างจากเพศชาย จึงทำให้ผู้หญิงมีความต้องการพิเศษที่จำเป็น ทั้งในด้านสุขภาพ ด้านความสะอาด และสุขอนามัย แต่ปัญหาที่พบคือทัณฑสถานของไทยที่มีอยู่ในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการเหล่านี้ได้ เนื่องจากทัณฑสถานเหล่านี้ถูกออกแบบและก่อสร้างมาตั้งแต่ในอดีต ซึ่งโดยมากจะใช้รองรับผู้ต้องขังชายเป็นหลัก
ยิ่งไปกว่านั้น พบว่าทัณฑสถานที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่เพียงพอที่จะรองรับจำนวนผู้ต้องขังหญิงที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบันได้ โดยสามารถรองรับผู้ต้องขังหญิงได้ประมาณ 30,000 คน จากที่มีอยู่ทั้งหมดประมาณ 42,700 คน หรือรองรับได้ประมาณร้อยละ 70 เท่านั้น
ด้วยเหตุเหล่านี้เองทำให้ผู้ต้องขังหญิงต้องอาศัยกันอยู่อย่างแออัดในทัณฑสถานทั่วประเทศ และทำให้พวกเธอสูญเสียโอกาสที่จะได้รับการปรับปรุง พฤติกรรมตามกระบวนการ ขาดโอกาสการฝึกฝนทักษะ รวมทั้งโอกาสในการที่จะได้รับความเป็นอยู่ที่ดีก็น้อยลงไปด้วย
“ข้อกำหนดกรุงเทพ” ช่วยแก้ปัญหา
นายนัทธี กล่าวว่า โชคดีของประเทศไทย ที่พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงเล็งเห็นปัญหาดังกล่าว และทรงเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาผ่านทางโครงการกำลังใจ และโครงการพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้หญิงในเรือนจำ (โครงการELFI) ซึ่งนำไปสู่การรับรองข้อกำหนดสหประชาชาติว่าด้วยการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดหญิงและมาตรการที่ไม่ใช้การคุมขังสำหรับผู้กระทำผิดหญิง หรือข้อกำหนดกรุงเทพ (the Bangkok Rule) เพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของผู้ต้องขังหญิง และนี่เองเป็นสาเหตุที่ทำให้ประเทศไทย ได้เน้นย้ำความสำคัญในการนำข้อกำหนดกรุงเทพไปปรับใช้ในงานราชทัณฑ์ตลอดมา
ทั้งนี้ หลังจากที่ ที่ประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยที่ 65 ได้รับรองข้อกำหนดกรุงเทพตามที่ประเทศไทยเสนอ เมื่อปีพ.ศ.2553 ประเทศไทยได้เดินหน้านำเอาข้อกำหนดกรุงเทพไปปรับใช้ในงานราชทัณฑ์แล้วดังนี้
1. การทบทวนกฎหมายและระเบียบของกรมราชทัณฑ์ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน และแก้ไขกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับที่พบว่าเป็นอุปสรรคหรือขัดขวาง การนำข้อกำหนดกรุงเทพไปปรับใช้
2. การสร้างแผนกลยุทธ์ เพื่อการนำข้อกำหนดกรุงเทพไปปรับใช้ในงานราชทัณฑ์ เพื่อให้ทัณฑสถานต่างๆ สามารถรับไปปรับใช้ได้ตามความเหมาะสม
3. การพัฒนาตัวชี้วัดการดำเนินงานของทัณฑสถานต่างๆโดยใช้ หลัก KPI ทำให้ปัจจุบันกรมราชทัณฑ์นำหลักดังกล่าวไปปรับปรุงแล้วนำไปใช้ประเมินการดำเนินงานประจำปีของทัณฑสถานต่างๆทั่วประเทศ
สร้างต้นแบบทัณฑสถานที่ดี 15 แห่ง
4. การเพิ่มงบประมาณพิเศษ เพื่อปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพในทัณฑสถานและปรับปรุงห้องขังของผู้ต้องขังหญิงทั่วประเทศ ทั้งนี้ เป็นเพราะทัณฑสถานส่วนใหญ่ถูกออกแบบและก่อสร้างเมื่อ 30 ปีก่อนจึงจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงซ่อมแซม ให้สอดคล้องกับผู้ต้องขังมากขึ้น
5. การฝึกอบรมพัฒนาความเป็นมืออาชีพของผู้คุมหญิง โดยที่ผ่านมามีการจัดอบรมสัมมนาว่าด้วยข้อกำหนดกรุงเทพให้แก่เจ้าหน้าที่แล้วมากกว่า 400 คน
6. การฝึกฝนและอบรมความรู้ในหัวข้อ “ข้อกำหนดกรุงเทพ” โดยได้รับความร่วมมือจากผู้แทนหน่วยงานราชทัณฑ์ จากประเทศต่างๆ ที่เป็นสมาชิกอาเซียน และ
7. การสร้างทัณฑสถานหญิงต้นแบบ เพื่อให้เป็นตัวอย่างความสำเร็จ ในการนำข้อกำหนดกรุงเทพ ไปปรับใช้ในทางปฏิบัติ โดยที่ผ่านมากรมราชทัณฑ์ ได้คัดเลือกทัณฑสถานหญิง 15 แห่ง ทั่วประเทศไปเป็นทัณฑสถานหญิงต้นแบบ ซึ่งทัณฑสถานที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับนโยบายสนับสนุนและพัฒนาเป็นพิเศษ เพื่อมั่นใจว่าจะสามารถเดินหน้าปฏิบัติตามข้อกำหนดกรุงเทพได้ ที่เห็นได้ชัด คือ เรือนจำกลางราชบุรี ที่ดำเนินโครงการกำลังใจ ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา
เจ็ดผลงานรูปธรรม “ข้อกำหนดกรุงเทพ”
รองผู้อำนวยการ TIJ กล่าวด้วยว่า ความสำเร็จในการผลักดันข้อกำหนดกรุงเทพไปปรับใช้ในทางปฏิบัติ สะท้อนให้เห็นจากการที่ทัณฑสถานต่างๆในประเทศไทย ได้ปรับปรุงการปฏิบัติงานให้เห็นเป็นรูปธรรม โดยสรุปได้อย่างน้อย 7 ประการ ได้แก่
1. การตรวจค้นร่างกายผู้ต้องขังหญิง ได้ปรับปรุงขึ้น โดยมีการเตรียมพื้นที่เฉพาะ ให้มีความมิดชิด ต่างจากในอดีตที่การตรวจค้นกระทำในพื้นที่โล่งแจ้ง มีการนำอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มาใช้ตรวจค้นเพื่อหลีกเลี่ยงการให้เจ้าหน้าที่สัมผัสร่างกายผู้ต้องขังหญิงโดยตรง มีการแจ้งเหตุของการตรวจค้นให้รับทราบก่อนเริ่มต้นตรวจค้นร่างกาย รวมทั้งจำกัดการเปลื้องเสื้อผ้าเพื่อการตรวจค้นร่างกายด้วย
2. การปรับปรุงการเยี่ยมของญาติ โดยอ้างอิงข้อกำหนดที่ 28 ในข้อกำหนดกรุงเทพ ระบุว่าจะต้องเปิดกว้างให้ผู้ต้องขังได้รับการเยี่ยมจากแม่หรือบุตร ทำให้ทัณฑสถานหลายแห่งอนุญาตให้ผู้ต้องขังที่เป็นเยาวชน มีอายุต่ำกว่า 15 ปี สามารถพบปะหรือให้แม่สามารถเข้าเยี่ยมได้ ในพื้นที่พิเศษที่ทางทัณฑสถานจัดเตรียมไว้ให้
3. การดูแลบุตรของผู้ต้องขังและการดูแลสุขภาพ อนุญาตให้บุตรของผู้ต้องขังที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปีสามารถเข้ามาอาศัยอยู่ร่วมกับแม่ภายในทัณฑสถานได้ ซึ่งข้ออนุญาตดังกล่าว ทำให้กรมราชทัณฑ์จัดสรรงบประมาณให้แก่ทัณฑสถานต่างๆ เพื่อจัดทำห้องสำหรับผู้ต้องขังหญิงและลูกเป็นกรณีพิเศษสำหรับผู้ต้องขังหญิงที่อยู่ระหว่างการตั้งครรภ์ จะดีรับการฝึกและคำแนะนำในการเตรียมตัวส่งมอบบุตรเพื่อให้แผนกดูแลเด็กช่วยรับไปดูแลต่อไป
ให้โอกาสเลือกที่คุมขัง-ปรับปรุงสภาพแวดล้อม
นอกจากนี้ ข้อกำหนดที่ 4 ในข้อกำหนดกรุงเทพ ระบุว่า ผู้ต้องขังหญิงควรถูกคุมขังในทัณฑสถานที่อยู่ในเขตพื้นที่ใกล้เคียงกับบ้านที่อยู่อาศัยของตน ดังนั้น กรมราชทัณฑ์จึงได้อนุญาตให้ผู้ต้องขังหญิงสามารถทำเรื่องร้องขอเพื่อส่งตัว ไปอยู่ในทัณฑสถานที่ใกล้บ้านของตนเองได้
นายนัทธี กล่าวต่อไปว่า ผลงานที่เป็นรูปธรรมในข้อที่ 4. คือการปรับปรุงด้านกายภาพของทัณฑสถานต่างๆ กรมราชทัณฑ์ ได้จัดสรรงบประมาณ เพื่อการพัฒนาโครงสร้างทางกายภาพของทัณฑสถาน รวมทั้งปรับปรุงห้องขังให้มีสภาพแวดล้อมที่ดีสอดคล้องกับข้อกำหนดกรุงเทพ โดย TIJ ได้ร่วมทำการวิจัยศึกษาความเหมาะสมและประสิทธิภาพ ในการออกแบบสถานที่คุมขังหญิงให้สอดรับกับข้อกำหนดกรุงเทพด้วย
5. การให้โอกาสฝึกทักษะและเสริมสร้างความรู้ เพื่อเตรียมการนำข้อกำหนดกรุงเทพไปปรับใช้ ทัณฑสถานต่างๆ ของไทยได้ปรับปรุงกิจกรรมและโครงการต่างๆ สำหรับฝึกฝนและพัฒนาผู้ต้องขังหญิงให้มีความหลากหลายและครอบคลุมทุกมิติทั้งในด้านการศึกษา การสันทนาการ และด้านคุณธรรม โดยมีหลายโครงการที่ดำเนินงานภายใต้โครงการกำลังใจ ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา
แยกห้องพยาบาลผู้ต้องขังหญิง
6. การปรับปรุงข้อบังคับและบทลงโทษของทัณฑสถาน ทั้งนี้ เพื่อการดำเนินการที่สอดคล้องกับข้อกำหนดกรุงเทพ ข้อกำหนดและบทลงโทษในทัณฑสถานได้ถูกนำมาทบทวนและปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมและคำนึงถึงเพศสภาพของผุ้ต้องขังหญิงมากขึ้น เช่น การอนุญาตให้ญาติเข้าเยี่ยมผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์ได้ เป็นต้น และ
7. การปรับปรุงห้องพยาบาลและการดูแลสุขภาพ เพื่อให้การดูแลผู้ต้องขังหญิงมีแนวทางสอดคล้องกับข้อกำหนดกรุงเทพอย่างเป็นรูปธรรม การจัดตั้งห้องพยาบาลเฉพาะสำหรับผู้ต้องขังหญิงแยกออกจาเดิมที่ใช้บริการร่วมกับผู้ต้องขังชาย
นอกจากนี้ ยังมีมาตรการปลีกย่อย ที่งานราชทัณฑ์ของไทยได้ดำเนินการให้สอดคล้องกำหนดกรุงเทพไปบ้างแล้ว ได้แก่ การจำแจกนประเภทของผู้ต้องขัง การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงที่เป็นชาวต่างชาติ และการใช้มาตรการอื่นๆ ที่มิใช่การคุมขัง ซึ่งประเด็นนี้ถือว่ามีความสำคัญมาก เนื่องจากภาครัฐจะไม่สามารถปรับปรุงความเป็นอยู่ของผู้ต้องขังที่มีอยู่ให้ดีขึ้นได้ หากจำนวนผู้ต้องขังใหม่ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายนัทธีกล่าวโดยสรุปว่า อุปสรรคสำคัญต่อการปฏิบัติตามข้อกำหนดกรุงเทพ คือ จำนวนผู้ต้องขังที่มีมากเกินกว่าที่ทัณฑสถานจะรองรับได้ และลักษณะของทัณฑสถานไม่ได้ถูกออกแบบมารองรับผู้ต้องขังหญิง ดังนั้น ประเทศไทยยังต้องใช้เวลาพอสมควร เพื่อปรับปรุงทัณฑสถาน และยังต้องมีการดำเนินการปรับปรุงทัศนคติของเจ้าหน้าที่ ที่มีต่อผู้ต้องขังหญิงอีกด้วย
Update as of 28.03.2014 12.14pm by TIJ OSCOM