“เราจะออกแบบระบบอย่างไรให้คนที่เคยก้าวพลาดสามารถกลับมาทำงานได้ ขณะเดียวกันสังคมยังคงรู้สึกปลอดภัยและเชื่อมั่นได้”
ดร.อณูวรรณ วงศ์พิเชษฐ์ รองผู้อำนวยการ และรักษาการผู้อำนวยการสำนักบริหาร สำนักกิจการต่างประเทศและประสานนโยบาย สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)
นั่นคือคำถามสำคัญที่ TIJ พร้อมจะร่วมหาคำตอบไปกับทุกคน และเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 TIJ จึงได้เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคแรงงาน ผู้ประกอบการ และผู้มีประสบการณ์ตรง เพื่อรับฟังข้อจำกัด อุปสรรคทางกฎหมาย และแนวทางส่งเสริมโอกาสในการประกอบอาชีพขับรถยนต์สาธารณะของผู้พ้นโทษ

ในปัจจุบัน ผู้พ้นโทษจำนวนหนึ่งยังเผชิญข้อจำกัดในการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานจากกฎหมายหรือเงื่อนไขบางประการที่พิจารณาจากประวัติการกระทำความผิดในอดีต ขณะที่ประเทศไทยเองกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านกำลังแรงงาน โดยเฉพาะภาคการขนส่งที่มีความต้องการแรงงานเพิ่มขึ้น

“เราไม่ควรเสียทรัพยากรมนุษย์ที่มีอยู่แล้วไป” ดร.อณูวรรณ กล่าว โดยระบุถึงโจทย์สำคัญว่า ประเทศไทยกำลังขาดแคลนแรงงานในหลายภาคส่วน ขณะเดียวกันในแต่ละปีมีผู้ต้องขังที่ได้รับการปล่อยตัวเฉลี่ยราว 200,000 ราย หากไม่มีระบบที่ช่วยให้คนเหล่านี้กลับเข้าสู่สังคมและประกอบอาชีพสุจริตได้ ก็อาจนำไปสู่ความเสี่ยงในการกระทำผิดซ้ำ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ผู้พ้นโทษควรได้รับอนุญาตให้ทำงานหรือไม่” แต่เป็นการออกแบบระบบที่ให้โอกาสผู้เคยก้าวพลาด และสังคมปลอดภัยไปพร้อมกันได้
แรงงานไทยลดลง แต่คนพร้อมทำงานยังถูกกีดกันจากตลาดแรงงาน
ในมิติด้านวิชาการ รศ.ดร.กิริยา กุลกลการ จากคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายสำคัญของแรงงานไทย ทั้งจำนวนประชากรที่ลดลง สัดส่วนประชากรสูงวัยที่เพิ่มขึ้น และจำนวนคนวัยทำงานรุ่นใหม่ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานน้อยลง ทั้งยังเผชิญปัญหา Skill mismatch และ Occupational mismatch หรือสถานการณ์ที่มีตำแหน่งงานว่าง แต่แรงงานที่มีอยู่กลับไม่มีทักษะที่ตรงกับความต้องการ หรือไม่ได้อยู่ในพื้นที่ที่มีความต้องการแรงงาน โดยเฉพาะภาคโลจิสติกส์และ e-commerce ที่มีแนวโน้มเติบโตและผลักดันความต้องการด้านการขนส่งให้เพิ่มขึ้น แต่กลับเผชิญภาวะขาดแคลนทั้งรถและพนักงานขับรถ ส่งผลต่อค่าจ้างและค่าเช่ารถที่สูงขึ้น

การแก้โจทย์แรงงานจึงไม่ควรมองเพียงการสร้างแรงงานรุ่นใหม่ แต่ต้องมองไปถึงการจัดวางคนให้ถูกที่ รักษาคนที่อยู่ในตลาดแรงงาน ยกระดับทักษะของคนทำงาน และเปิดโอกาสให้คนที่อยู่นอกตลาดแรงงานกลับเข้ามา รวมถึงคนที่กำลังเปลี่ยนอาชีพและต้องพัฒนาทักษะใหม่ และคนที่ถูกกฎหมายหรือเงื่อนไขทางสังคมกีดกันออกจากตลาดแรงงาน ในกลุ่มหลังนี้ “ผู้ก้าวพลาด” คือหนึ่งในกลุ่มที่ยังมีศักยภาพและต้องการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพราะการสร้างประชากรใหม่ต้องใช้เวลา และเราไม่ควรสูญเสียประชากรที่เรามีอยู่แล้ว ดังนั้น คำถามจึงไม่ควรเป็นเพียงว่า “ผู้พ้นโทษควรทำงานได้ทุกอาชีพหรือไม่” แต่ควรถามต่อว่า “ข้อจำกัดในแต่ละอาชีพยังจำเป็น และได้สัดส่วนกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่”
เปลี่ยนข้อจำกัดทางกฎหมาย ใช้เท่าที่จำเป็นและได้สัดส่วน
ในมุมกฎหมาย คุณยอดฉัตร ตสาริกา ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย กระทรวงยุติธรรม อธิบายว่า การจำกัดสิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะอาชีพที่อาจส่งผลกระทบต่อคนจำนวนมาก จำเป็นต้องมีกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ และต้องพิจารณาภายใต้หลักความได้สัดส่วน
หลักความได้สัดส่วน หมายถึง แม้รัฐอาจมีเหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ แต่การจำกัดนั้นต้องทำเท่าที่จำเป็นและเหมาะสมกับความเสี่ยง
ประเด็นที่ต้องกลับมาทบทวนจึงอยู่ที่การใช้ประวัติอาชญากรรมในอดีตเป็นเงื่อนไขจำกัดโอกาสในการประกอบอาชีพว่า มีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงในการประกอบอาชีพนั้นในปัจจุบันมากน้อยเพียงใด และข้อจำกัดดังกล่าวมีความสมเหตุสมผลเพียงพอหรือไม่ จากเดิมที่สังคมอาจตั้งต้นด้วยความคิดว่า คนกลุ่มนี้อาจเป็นอันตราย หากกลับเข้ามาทำงานสังคมจะไม่ปลอดภัย จึงอาจถึงเวลาที่ต้องกลับมาพิจารณาใหม่ว่า “เราจะสร้างระบบที่ประเมินความผิดในอดีตกับความเสี่ยงในการประกอบอาชีพในปัจจุบันมีความสัมพันธ์และสมเหตุสมผลเพียงใด”
เสนอภาครัฐสร้างกลไกเสริมความเชื่อมั่น ภาคขนส่งพร้อมรับผู้ก้าวพลาด

สำหรับภาคธุรกิจขนส่ง ดร.ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย สะท้อนว่า ภาคการขนส่งกำลังเผชิญภาวะขาดแคลนพนักงานขับรถ ขณะที่อาชีพพนักงานขับรถเองมีปัจจัยเสี่ยงและภาระความรับผิดชอบที่ต้องแบกรับอยู่แล้ว ดังนั้น แม้จะเห็นความสำคัญของการเปิดโอกาสให้ผู้พ้นโทษกลับมาประกอบอาชีพ แต่ก็ยังมีข้อกังวลด้านความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชน
หนึ่งในแนวทางที่เสนอคือ การมีกลไกติดตามพฤติกรรมจากภาครัฐ เพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการและประชาชน และยืนยันได้ว่าการเปิดโอกาสทางอาชีพสามารถดำเนินไปพร้อมกับการดูแลความปลอดภัยของสาธารณะ
การเปิดพื้นที่พูดคุยครั้งนี้จึงมุ่งรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ ปัญหา ข้อจำกัด และอุปสรรคในการประกอบอาชีพขับรถยนต์สาธารณะของผู้พ้นโทษ ทั้งในมิติด้านกฎหมาย การจ้างงาน การประกอบธุรกิจ และการปฏิบัติจริง พร้อมเปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคแรงงาน ผู้ประกอบการ ผู้พ้นโทษ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ได้แลกเปลี่ยนข้อมูล ความคิดเห็น และประสบการณ์ เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับข้อจำกัดและแนวทางสร้างโอกาสทางอาชีพแก่ผู้พ้นโทษ
ข้อมูลและข้อเสนอจากเวทีจะนำไปประกอบการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและข้อเสนอในการพัฒนาหรือปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งสร้างสมดุลระหว่าง การคุ้มครองความปลอดภัยและประโยชน์สาธารณะ กับการส่งเสริมสิทธิและโอกาสในการประกอบอาชีพของผู้พ้นโทษ รวมถึงลดข้อจำกัดที่ไม่จำเป็นหรือเกินสมควรแก่เหตุ เพื่อให้ผู้พ้นโทษสามารถประกอบอาชีพ พึ่งพาตนเอง และกลับคืนสู่สังคมได้อย่างยั่งยืน
เพราะการเปิดโอกาสให้คนที่เคยก้าวพลาดได้กลับมาประกอบอาชีพ ไม่เพียงช่วยให้พวกเขาสร้างชีวิตใหม่ด้วยตนเอง แต่ยังช่วยให้สังคมไม่สูญเสียคนที่ยังมีศักยภาพไปจากระบบ ทั้งยังเป็นรากฐานที่ดีเพื่อเสริมสร้างสังคมที่ปลอดภัยขึ้นด้วย

