ยอมรับนโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้มีการใช้คุกกี้ (cookie) เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานและเพิ่มความพึงพอใจต่อการได้รับการเสนอข้อมูลและเนื้อหาต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านได้อนุญาตให้เราใช้คุกกี้ตามนโยบายคุกกี้ของเรา

รายละเอียดเพิ่มเติม

“การจัดการกับการทุจริตในยุคนี้ ไม่ใช่แค่การปราบปราม เพราะนั่นเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุและไม่ทันการณ์ แต่ต้องอาศัยข้อมูลทางวิชาการ จัดทำแผนประเมินความเสี่ยงการทุจริต ค้นหานโยบายสาธารณะที่จะป้องกันการทุจริต ต้องแสวงหาองค์ความรู้ใหม่ ๆ และเรียนรู้จากประสบการณ์ของนานาประเทศ เพื่อนำมาปรับใช้กับบริบทของประเทศไทย” 

 

 

จันทิรา จิตรชื่น รองเลขาธิการคณะกรรมกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงหลักคิดในปัจจุบันที่ประเทศไทยต้องนำมาใช้ในการจัดการกับปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ในระหว่างกล่าวเปิดการเสวนาในหัวข้อ “ส่งเสริมธรรมาภิบาลและจริยธรรมในภาคการเมือง” ซึ่ง ป.ป.ช.จัดขึ้น เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 พร้อมย้ำถึงเหตุผลในการจัดเวทีเสวนาในประเด็นนี้ด้วยว่าเป็นเพราะการแข่งขันระหว่างประเทศในปัจจุบัน วัดกันจากคุณภาพของสถาบันภาครัฐ ความโปร่งใส หลักนิติธรรม โดยเฉพาะในระบบการเมือง ดังนั้นกลไกสำคัญในการส่งเสริมฝ่ายการเมือง ก็คือ การสร้างรากฐานระบบธรรมาภิบาลของสถาบันทางการเมือง

 

 

 

 

ดร.พิเศษ สอาดเย็น ผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย – TIJ ร่วมเสวนาโดยย้ำจุดยืนของ TIJ ที่เป็นองค์กรที่ทำงานขับเคลื่อนเพื่อยกระดับหลักนิติธรรมของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง และเห็นว่า การที่รัฐบาลประกาศเป้าหมายจะต้องเข้าเป็นประเทศสมาชิกในกลุ่ม OECD ให้ได้ภายในปี 2571 ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญที่จะได้เข้าสู่กระบวนการปฏิรูปประเทศผ่านการนำเกณฑ์มาตรฐานและคำแนะนำจาก OECD มาลดช่องว่างในด้านต่าง ๆ ให้เข้าใกล้เกณฑ์มาตรฐานมากขึ้น ประกอบด้วย มิติด้านความเชื่อมั่น มิติด้านระบบยุติธรรม มิติด้านระบบเศรษฐกิจ มิติด้านกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมาย มิติด้านความสามารถทางการแข่งขัน และมิติด้านการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน ซึ่งจากการเข้าไปทำงานอย่างใกล้ชิดกับ OECD ในด้านที่ TIJ สนใจ คือ ความเชื่อมั่นในระบบยุติธรรม ก็พบว่า OECD ได้จัดทำรายงานวิเคราะห์ในรูปแบบ Quality of Strategic ซึ่งให้ความสำคัญกับการจัดทำข้อมูลและเก็บสถิติในเชิงประจักษ์ เช่น หาก OECD จะประเมินว่า ประเทศไทยมีนโยบายสาธารณะเกี่ยวกับกระบวนการรับผิดรับชอบของเจ้าหน้าที่หรือนักการเมืองอย่างไร เขาก็จะดูไล่ไปตั้งแต่ข้อมูลการประกาศยุทธศาสตร์ของรัฐบาล นำมาใช้เป็นนโยบายจริงหรือไม่ ขอให้หน่วยงานส่งข้อมูลการนำไปใช้ในเชิงประจักษ์มาให้เขาวิเคราะห์เชิงคุณภาพ และนำไปเปรียบเทียบกับ “มาตรฐาน” ของการเป็นสมาชิก OECD ที่เขาตั้งไว้

 

"OECD ให้ความสำคัญกับการมองปัญหาเป็นเชิงระบบ หากประเทศไทยเห็นรายงานวิเคราะห์ที่ OECD ทำไว้ในทุก ๆ ด้าน เราก็จะได้ประโยชน์มาก เพราะเราจะรู้ได้ว่า มีเรื่องไหนบ้างที่เรายังมีจุดอ่อนที่ต้องเร่งปรับปรุงเพื่อขยับเข้าไปให้ใกล้กับมาตรฐานมากขึ้น และยังรู้ด้วยว่าจริง ๆ แล้ว มีหลายด้านที่ประเทศไทยมีมาตรฐานสูงกว่าเกณฑ์ของ OECD ด้วยซ้ำ ก็พัฒนาให้ดีขึ้นอีกได้ หรืออาจใช้เพื่อเป็นตัวอย่างในการพัฒนาด้านอื่น ๆ ได้เช่นกัน"

 

 

 

ผู้อำนวยการ TIJ ยังกล่าวถึงการสร้างแพลตฟอร์มที่เรียกว่า Thailand Rule of Law Leadership Programme หรือ T>RoL 2026 ที่ TIJ เชิญผู้บริหารทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ภาควิชาการ รวมทั้งภาคการเมือง เข้ามาเจอกันทุกสัปดาห์เพื่อรับฟังประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าเป็นสมาชิก OECD และตั้งวงแลกเปลี่ยนกันอย่างจริงจังเพื่อหาแนวทางในการปฏิรูปประเทศให้เข้าสู่มาตรฐานของ OECD

 

 

 

 

“ประเด็นที่ TIJ ให้ความสนใจ คือ Justice Gap เพราะกระบวนการตัดสินคดีต่าง ๆ ที่ได้มาตรฐานและเป็นที่ยอมรับของทุกคนเป็นหนึ่งในเงื่อนไขที่สำคัญมาก ถ้าประเทศไทยไม่สามารถทำให้กระบวนการยุติธรรมเป็นที่ยอมรับได้ ก็จะขับเคลื่อนด้านอื่นต่อไปได้ยาก โดยประเด็นหลักที่ TIJ พยายามผลักดันคือการสร้างหรือออกแบบระบบยุติธรรมใหม่ เรียกว่า ระบบยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (People Centred Justice) เพื่อให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงความยุติธรรมได้เหมือน ๆ กัน ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลของ OECD ที่ระบุว่า ประชากรของโลก 2 ใน 3 ยังเข้าไม่ถึงความยุติธรรม” 

 

 

 

เวทีเสวนา “ส่งเสริมธรรมาภิบาลและจริยธรรมในภาคการเมือง” ยังมีผู้ร่วมเสวนา คือ ศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเสนอว่า การแก้ปัญหาจริยธรรมทางการเมือง คือการสร้างความเสมอภาคในการใช้กฎหมายกับทุกคน หรือ การสร้างสังคมที่มีมาตรฐานเดียว คือ ต้องทำให้คำตัดสินต่าง ๆ ทางกฎหมายเป็นที่ชัดเจน ได้รับการยอมรับจากสังคม มีความสม่ำเสมอและเท่าเทียม มีบทลงโทษที่ได้สัดส่วนเหมาะสมกับความผิด และประชาชนสามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้ตามมาตรฐานที่ควรจะเป็น

 

 

Mr. Daniel Huang, Deputy Director of Data Analysis and Research, Chandler Governance Group (CGC) สาธารณรัฐสิงคโปร์ ได้นำเสนอเครื่องมือที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อวัดประสิทธิภาพทางการเมือง และประเทศไทยสามารถนำมาใช้ได้เช่นกัน ประกอบด้วย เครื่องมือที่วัดความสามารถในการทำงานของรัฐ เรียกว่า CGC Index โดยพบว่า ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 58 จาก 133 ประเทศ ... เครื่องมือที่ 2 เรียกว่า Regional Government Success Index เป็นการวัดในระดับภูมิภาค และเครื่องมือที่ 3 เรียกว่า Future – Ready Governance Index เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการดูความพร้อมของประเทศในอนาคตจากสิ่งที่ทำอยู่ในปัจจุบันและอดีตที่ผ่านมา เพื่อวิเคราะห์ว่า ควรจะปรับเปลี่ยนทิศทางไปอย่างไร 

 

 

ส่วน กริชศักดิ์ ดิลกพรหิรัณย์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. บอกว่า การทำคดีที่เกี่ยวกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นคดีมีผลกระทบมากมาตลอด เพราะสังคมมีความคาดหวังสูง นักการเมืองทุกคนมีทั้งฝ่ายสนับสนุนและฝ่ายต่อต้าน ทาง ป.ป.ช.จึงต้องทำงานเชิงรุกเช่นกัน ด้วยการนำตัวชีวัดต่าง ๆ มาทำการศึกษาวิเคราะห์เกี่ยวกับประเด็น จริยธรรมทางการเมือง และได้สร้างกรอบตัวชี้วัดจริยธรรมสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขึ้นมา 8 ปัจจัย ประกอบด้วย ด้านความซื่อสัตย์สุจริต ด้านความรับผิดชอบและความพร้อมในการถูกตรวจสอบ ด้านความเปิดเผยโปร่งใส ด้านความเป็นกลางเป็นธรรม ด้านสมรรถนะและความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติหน้าที่ ด้านการขัดกันของผลประโยชน์ ด้านการใช้ทรัพยากรของรัฐอย่างเหมาะสม และด้านการประพฤติตนในตำแหน่งหน้าที่อย่างเหมาะสม ซึ่งให้ประชาชนเป็นผู้ประเมิน และได้ค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 3 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5 คะแนน ซึ่งยังไม่น่าพอใจ

Back
chat