ยอมรับนโยบายความเป็นส่วนตัว

เว็บไซต์นี้มีการใช้คุกกี้ (cookie) เพื่อพัฒนาประสบการณ์การใช้งานและเพิ่มความพึงพอใจต่อการได้รับการเสนอข้อมูลและเนื้อหาต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น โดยการเข้าใช้งานเว็บไซต์นี้ถือว่าท่านได้อนุญาตให้เราใช้คุกกี้ตามนโยบายคุกกี้ของเรา

รายละเอียดเพิ่มเติม
ปัญหาด้านความยุติธรรมที่เรามักพบเจอในสังคมมาอย่างยาวนาน ล้วนมีต้นตอมาจาก ความคิด ความเชื่อ หรือวาทกรรมที่ผลิตซ้ำขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่าจนทำให้คนส่วนใหญ่ในสังคมอาจเชื่อไปเองว่า “เปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรไม่ได้” แต่หากลองนำปัญหาเหล่านี้มา “คิดใหม่” โดยใช้หลักคิดที่เรียกว่า “ระบบยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง” เราก็อาจจะพบว่า “วาทกรรมเดิม ๆ” เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ประชาชนยังสามารถสร้างวาทกรรมใหม่ขึ้นมาได้ และอาจสร้างข้อเสนอที่พลิกโฉมอนาคตระบบยุติธรรมได้
 
 
สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับ สถาบันนโยบายสาธารณะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (School of Public Policy) จัดทำโครงการ “ปักหมุดอนาคตกระบวนการยุติธรรมสู่การสร้างสังคมที่เป็นธรรม” สร้างงานวิจัยเพื่อออกแบบ ระบบยุติธรรมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง (People-Centred Justice) จัดทำเวทีสาธารณะ 4 ภาค ที่ จ.สงขลา จ.อุบลราชธานี จ.เชียงใหม่ โดยเวทีสุดท้ายที่กรุงเทพมหานคร จัดขึ้นเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท แฮนด์ วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ที่ทำงานด้านการต่อต้านคอร์รัปชันเป็นผู้ร่วมจัด เชิญชวนทั้งผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบด้านความยุติธรรม นักศึกษา และสื่อมวลชน และมาช่วยกัน “ออกแบบความยุติธรรมใหม่” ที่มาจากความต้องการของประชาชนที่อาจเป็นผู้ได้รับความไม่ยุติธรรมจากระบบเดิม
 
 
สำหรับภาคกลาง มีการแบ่งเป็น 4 ปัญหาใหญ่ คือ ปัญหาการเรียกรับสินบนและความพยายามแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ปัญหาผู้ที่พยายามนำเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงถูกใช้กฎหมายฟ้องปิดปาก (SLAPP)  ปัญหาการเข้าถึงที่ดิน ทรัพยากร และสิทธิชุมชนในการปกป้องทรัพยากรจากการพัฒนาที่สร้างผลกระทบ และปัญหาเด็กและเยาวชนกลายเป็นผู้กระทำความผิด
 
 
ผู้เข้าร่วมกิจกรรมในแต่ละกลุ่มจะได้รับทราบเรื่องราวปัญหาผ่าน Persona ของทั้งผู้ประสบปัญหาโดยตรงและผู้ที่พยายามจะเข้ามาช่วยแก้ไขแต่ยังพบเจออุปสรรคจากระบบในปัจจุบัน เพื่อให้ทุกคน “ถอดหมวก” และลอง “แทนตัวเอง” ไปอยู่ใน persona ที่ได้รับรู้เรื่องราวของเขา ... ถ้าเราเป็นเขา เราต้องการเห็นระบบยุติธรรมใหม่ มีหน้าตาเป็นอย่างไร
 
 
 
 

สินบน แก้ได้ด้วยการทลายกำแพง “ดุลพินิจ”

 
วาทกรรม ... คนไม่เชื่อในระบบ ระบบอุปถัมภ์ ระบบอำนาจนิยม หรือ ไม่จ่ายก็ไม่จบ ... เป็นคำที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดที่ฝังรากลึกในระบบของประเทศไทย พร้อมวิเคราะห์ว่าปัญหาเหล่านี้เกิดขึ้นจากการมีระบบราชการแบบรวมศูนย์ ยุ่งยาก ซับซ้อน หลายขั้นตอน และมีข้อกฎหมายมากมายที่ล้าสมัยพร้อมเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้ดุลพินิจในการพิจารณาอนุมัติหรืออนุญาตในขั้นตอนต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องอิงกับความถูกต้อง
 
 
 
ดังนั้นผู้เข้าร่วมกิจกรรม เสนอแนวทางแก้ไขใน 3 ระดับ คือ
  1. แนวทางที่ทำได้เลย ... ถ้าใครโกงจะถูกประจาน ลงโทษคนโกงอย่างจริงจัง มีมาตรการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสให้ได้รับความปลอดภัย และพัฒนาระบบรัฐบาลดิจิทัลให้ใช้งานได้จริง
  2. แนวทางที่สามารถแก้ปัญหาคอขวด ถ้าทำได้จะเปลี่ยนแปลงได้มาก ... เสนอการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินลงไปถึงระดับเจ้าหน้าที่ที่มีความเสี่ยงทุจริต รวมทั้งมีมาตรการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสให้ได้รับความปลอดภัย
  3. นโยบายใหม่ที่จะพลิกโฉมอนาคต ... มีระบบค่าตอบแทนข้าราชการที่เหมาะสมกับการใช้ชีวิตในปัจจุบัน ปฏิรูปกฎหมายที่ล้าสมัยลดการใช้ดุลพินิจ ปฏิรูปการศึกษา
 
 

SLAPP เมื่อผู้เปิดเผยความจริงถูกกฎหมายฟ้องปิดปาก

 
วาทกรรม ... รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี คนออกมาพูดจึงโดดเดี่ยว ไม่รู้จะช่วยเขายังไง การแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมทำได้จริง ไปจนถึงคำว่า กลัวตาย ... เป็นอุปสรรคสำคัญที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มนี้ เห็นว่า ทำให้กลุ่มทุนขนาดใหญ่ ผู้มีอิทธิพล หรือแม้แต่หน่วยงานของรัฐบางแห่ง เห็นเป็นช่องทางที่จะใช้ “การฟ้องร้อง” เป็นช่องทางเพื่อ “หยุด” การออกมาเปิดเผยข้อมูลด้านลบของพวกเขาได้ เพราะส่วนใหญ่แล้ว ผู้ที่ออกมาเปิดเผยข้อมูลด้านลบจนถูกฟ้องร้องมักจะเป็นผู้ได้รับผลกระทบหรือสื่อมวลชนที่ไม่ได้มีฐานะทางเศรษฐกิจดีนัก ส่วนผู้ฟ้องมักจะมีต้นทุนทางเศรษฐกิจสูง มีนักกฎหมายฝีมือดี มีคนใหญ่คนโตเป็นที่ปรึกษา สามารถเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่ยาวนานและมีค่าใช้จ่ายตลอดทางได้จนกว่าอีกฝ่ายจะยอมแพ้ด้วยการ “ยอมหยุดพูด” ไปเอง
 
ดังนั้นผู้เข้าร่วมกิจกรรม เสนอแนวทางแก้ไข คือ
  1. แนวทางที่ทำได้เลย ... ปัจจุบันมีคำแนะนำจากประธานศาลฎีกาที่ให้แนวทางว่าศาลสามารถพิจารณายกฟ้องได้เลย หากเห็นว่าการฟ้องนั้นมีลักษณะเข้าข่ายการฟ้องปิดปาก เช่น ฟ้องในหลายท้องที่ เรียกค่าเสียหายเป็นมูลค่าสูงหลักหลายสิบล้านหรือหลักร้อยล้านบาท ซึ่งควรใช้หลักการเดียวกันนี้ในชั้นของ ตำรวจและอัยการด้วย เสนอแก้กฎหมายหมิ่นประมาทให้เป็นแค่คดีแพ่ง ไม่มีโทษจำคุก เสนอรัฐสภาพิจารณากฎหมาย Anti SLAPP Law โดยเร็ว เสนอตั้งกองทุนภาคประชาสังคมช่วยเหลือผู้ที่ถูกฟ้อง SLAPP ช่วยกันนำเสนอกรณีตัวอย่างที่การเปิดเผยความจริงช่วยให้สามารถลงโทษผู้มีอำนาจได้จริงมาสื่อสารผ่านช่องทางสาธารณะ และจัดการอบรมสื่อมวลชนในการรายงานข่าวเชิงสืบสวนให้ปลอดภัยจากการถูกฟ้องปิดปาก
  2. แนวทางที่สามารถแก้ปัญหาคอขวด ถ้าทำได้จะเปลี่ยนแปลงได้มาก และนโยบายใหม่ที่จะพลิกโฉมอนาคต ... เสนอให้องค์กรภาคประชาชน องค์กรชุมชนจัดเวทีให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิและกระบวนการยุติธรรม เสนอจัดทำ dashboard เพื่อเผยแพร่ให้สาธารณชนเห็นว่ามีกลุ่มทุนหรือหน่วยงานใดบ้างที่เคยใช้ SLAPP ปกปิดการตรวจสอบ เสนอสร้างช่องทางผลักดันช่วยเหลือผ่านกลไกระหว่างประเทศ และเร่งนโยบาย “รัฐบาลเปิด” เพื่อเปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ทุกระดับ
 
 

ที่ดิน ทรัพยากร

 
วาทกรรม ... คนจนไม่มีสิทธิ์ คนจนเป็นผู้บุกรุก คนจนเป็นภาระสังคม การช่วยเหลือคนจนคือการให้อภิสิทธิ์ ผู้ประท้วงมีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง เลยไปจนถึง ไม่รักชาติ เป็นวาทกรรมที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มนี้ เห็นว่า กำลัง “กดทับ” สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ปกปิดปัญหาความเหลื่อมล้ำและความไม่เท่าเทียม รวมไปถึงเป็นเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนที่มีช่องทางการเข้าถึงทรัพยากรได้มากกว่า รวมทั้งเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถเรียกรับผลประโยชน์ได้ง่าย
 
Persona ที่นำมาเสนอเป็นปัญหาของกลุ่มคนจนเมืองที่ควรจะได้รับสิทธิการเข้าถึงที่อยู่อาศัยตามนโยบายของรัฐตามสัญญาทางการเมืองแต่เมื่อโครงการเกิดขึ้นจริงกลับมีผู้อื่นที่ฐานะดีกว่าได้รับสิทธิไปแทน และ Persona ของทนายความอาสาที่ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งมีอุปสรรคมากมายในการทำงาน ตั้งแต่การเข้าถึงข้อมูล การเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่รัฐและกลุ่มผู้มีอิทธิพล เงินทุนที่น้อยนิด ไปจนถึงการที่ชาวบ้านไม่ได้รับความยุติธรรมแม้จะชนะคดีในชั้นศาลแล้วก็ตาม ซึ่งกลุ่มนี้ มองว่า การเปลี่ยนแปลงกระบวนการด้านสิทธิมีโอกาสสูงที่เป็นไปได้ โดยมีกลไกมาตรฐานระหว่างประเทศเป็นแรงผลักที่สำคัญ เช่น มาตรฐานของการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ มาตรฐานของกลุ่มประเทศ OECD ที่ไทยต้องการเข้าไปเป็นสมาชิก
 
 
ดังนั้นผู้เข้าร่วมกิจกรรม เสนอแนวทางแก้ไข คือ
 
  1. แนวทางที่ทำได้เลย ... เสนอเปลี่ยนรูปแบบการจัดเวทีรับฟังความเห็นของประชาชนจากการจัดเป็นพิธีกรรม เป็นรูปแบบที่ประชาชนสามารถเข้าไปตรวจสอบได้จริง และต้องพิจารณาข้อคัดค้านอย่างจริงจัง เสนอเปลี่ยนรูปแบบการจัดทำรายงานผลกระทบ EIA HIA เป็นแนวทางที่ประชาชนมีส่วนร่วมไม่ใช่แค่การทำโดยบริษัทที่ปรึกษาเท่านั้น เสนอการทำงานร่วมกับสื่อมวลชนที่ทำเนื้อหาเพื่อสังคมเพิ่มขึ้นรวมถึงการพยายามพัฒนาช่องทางการสื่อสารของภาคประชาชนให้เข้มแข็งขึ้น เสนอใช้หลักการ PRO BONO นำนักศึกษาจากหลากหลายสาขามาเรียนรู้ข้อเท็จจริงกับชุมชนผู้ได้รับผลกระทบเพื่อผลิตบุคลากรจากมหาวิทยาลัยมาทำงานขับเคลื่อนสังคมในระยะยาว
  2. แนวทางที่สามารถแก้ปัญหาคอขวด ถ้าทำได้จะเปลี่ยนแปลงได้มาก ... เสนอเร่งปฏิรูปกฎหมายที่ซ้ำซ้อน ล้าสมัย ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ เสนอปฏิรูประบบราชการให้หน่วยงานต่าง ๆ สามารถทำงานร่วมกันได้จริง เสนอเร่งผลักดันระบบข้อมูลเปิดภาครัฐให้ประชาชนเข้าถึงง่ายและตรวจสอบได้ เสนอตั้งกองทุนที่สนับสนุนการต่อสู้ของภาคประชาชน
  3. นโยบายใหม่ที่จะพลิกโฉมอนาคต ... เสนอการนำหลักการ RECALL มาใช้ เพื่อให้ประชาชนสามารถขอเรียกคืน “ผู้แทน” ในทุกระดับได้ เพื่อให้สิทธิของประชาชนไม่หมดไปเพียงแค่จบการเลือกตั้ง
 
 

ความรุนแรง เมื่อเด็กที่โตมากับความรุนแรงกลายเป็นผู้ก่อความรุนแรง

 
วาทกรรม ... เด็กที่กระทำความผิดไม่ควรได้รับโอกาส เด็กที่ทำผิดควรได้รับโทษเหมือนผู้ใหญ่ พ่อแม่เป็นเจ้าของชีวิตลูกจะทำอะไรกับลูกก็ได้ ผู้กระทำผิดไม่จำเป็นต้องได้รับการดูแลที่ดี ...
 
 
นี่เป็น “ความคิดของสังคม” ที่ผู้เข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มนี้มองเห็นตรงกันว่า เป็นอุปสรรคใหญ่ในการฟื้นฟูเยียวยาเด็กหรือเยาวชนที่เคยก้าวพลาดไปก่อเหตุรุนแรงให้กลับคืนสู่สังคมได้ เพราะเมื่อข้อความเหล่านี้ฝังอยู่ในเรื่องเล่าผ่านข่าวสารในการสื่อสารสาธารณะ เด็กที่เคยก้าวพลาด ก็จะไม่เป็นที่ต้อนรับของสังคมอีกต่อไป ทั้งที่ในข้อเท็จจริงแล้ว เด็กที่ก่อความรุนแรงส่วนใหญ่มักจะเคยมีประสบการณ์ถูกกระทำความรุนแรงมาก่อน หรือมีประสบการณ์พบเห็นคนในครอบครัวถูกกระทำรุนแรง หรือแม้แต่บางส่วนได้พยายามเรียกร้องขอความช่วยเหลือจากชุมชนหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้วแต่ไม่ได้รับความสนใจ จนในที่สุดพวกเขาต้องใช้ความรุนแรงมาแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ... แต่ใน persona ของกลุ่มนี้ เป็นเรื่องราวของเด็กคนหนึ่งที่เคยแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวด้วยการใช้ความรุนแรงตอบจนถูกลงโทษ แต่เขากลับมาได้ และกลายเป็นตัวอย่างของการกลับสู่สังคม เพราะได้รับการดูแลที่ต่างออกไปจากระบบเดิม คือ การดูแลจากบ้านกาญจนาภิเษก ที่เน้นการทำให้เด็กที่ก้าวพลาด กลับมาค้นหาความชอบของตัวเอง กลับมามีความมั่นใจและภาคภูมิใจในตัวเอง มากกว่าการลงโทษ
 
 
ดังนั้นผู้เข้าร่วมกิจกรรม เสนอแนวทางแก้ไข คือ
  1. แนวทางที่ทำได้เลย ... สร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับเด็กในครอบครัว ชุมชน โรงเรียน สถาบันทางสังคมต่าง ๆ ต้องพยายามค้นหาเด็กกลุ่มเสี่ยงที่มีปัญหาความรุนแรงในครอบครัวหรือที่โรงเรียน เพื่อนำตัวมาดูแลสภาพจิตใจ ร่วมกันแก้ปัญหาที่ผู้ใหญ่ก่อนที่เด็กจะกลายเป็นผู้ใช้ความรุนแรง
  2. แนวทางที่สามารถแก้ปัญหาคอขวด ถ้าทำได้จะเปลี่ยนแปลงได้มาก ... จัดสรรงบประมาณในการแก้ไขฟื้นฟูเยียวยาเด็ก และดูแลเด็กกลุ่มเสี่ยงให้มากขึ้น ปรับปรุงกฎหมายกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็กให้มีแนวทางการแก้ไขที่ได้สัดส่วนตามสภาพความผิด แทนการใช้กฎหมายรูปแบบเดียวกันที่มีปลายทางไปที่การลงโทษเหมือนกันหมด
  3. นโยบายใหม่ที่จะพลิกโฉมอนาคต ... เสนอให้รัฐจัดให้มีสถานที่ฟื้นฟูเยียวยาให้เด็กที่ก้าวพลาดหลากหลายรูปแบบ จัดพื้นที่ให้เด็กกลุ่มนี้มีโอกาสแสดงความสามารถ เน้นการใส่ใจสุขภาพจิตของเด็ก วางแนวทางลดการกระทำผิดซ้ำด้วยการแสวงหาโอกาสให้กลับคืนสู่สังคมอย่างมีศักดิ์ศรี และเสนอให้เร่งกระบวนการปฏิรูปตำรวจ ซึ่งเป็นต้นทางของการบังคับใช้กฎหมาย

Back
chat